สิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วม
1. ควรให้ประชาชนมีหลักประกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพมากขึ้นด้วยการตรากฎหมายรองรับในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และควรเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากขึ้นหรือไม่ อย่างไร
ความเป็นมา
ความคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เป็นประเด็นที่ได้รับการกล่าวถึงและผ่านการถกเถียงมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีต ซึ่งได้ทำให้ความหมาย และความเข้าใจในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง อาจกล่าวได้ว่า แนวความคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ในปัจจุบัน เป็นผลพวงที่สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ของสังคมตะวันตกตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา โดยเฉพาะภายหลังจากการปฏิวัติอเมริกา และการปฏิวัติฝรั่งเศส ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 กล่าวคือ ในช่วงดังกล่าว พัฒนาการของสิทธิเสรีภาพได้ถูกทำให้เป็นระบบมากขึ้น จากสิทธิและเสรีภาพแบบดั้งเดิมที่ถูกพิจารณาโดยอิงกับชุมชนหรือสังคม แปรเปลี่ยนมาสู่การให้สิทธิและเสรีภาพในด้านปัจเจกบุคคล และจากสิทธิที่รองรับโดยกฏเกณฑ์และธรรมเนียมของชุมชน มาสู่สิทธิที่รองรับโดยกฏหมายและรัฐ ทุกวันนี้ สิทธิและเสรีภาพ จึงได้กลายเป็นประเด็นสำคัญสากลที่รัฐสมัยใหม่ต้องให้การรับรองและสนองตอบแก่พลเมืองของตน ตัวอย่างเช่น การบัญญัติปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในปี ค.ศ.1948 หรือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนี ที่ประชาชนสามารถอ้างรัฐธรรมนูญได้ทุกมิติ ทำให้มีการฟ้องร้องเกิดขึ้นจำนวนมาก เยอรมนีจึงแก้ไขปัญหาด้วยการจัดตั้งองค์คณะขึ้นมาเพื่อการกลั่นกรองการฟ้องร้องคดี
ในส่วนของประเทศไทย แม้ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ จะได้รับการบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ หลายฉบับ และหลายมาตรา และเป็นที่ยอมรับกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้สร้างมิติใหม่ให้กับการประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็นำไปสู่ การถกเถียงในเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวางเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่ถูกกระทบจากนโยบายของรัฐ และสิทธิของชุมชนในการดูแลทรัพยากรของตนเอง ตลอดจนการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิทธิของประชาชนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ได้รับการคุ้มครองจริงตามกฎหมาย
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
บทบัญญัติเรื่องของสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาพบว่า เป็นเพียงการบัญญัติรับรองไว้ลอยๆ เท่านั้น แต่ไม่สามาถนำมาใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น ปัญหาในการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเวลาเอาไว้ ทำให้กฎหมายที่มีความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนจึงไม่เกิดขึ้น เช่น กฎหมายประชาพิจารณ์ กฎหมายป่าชุมชน กฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภค
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่องการไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ให้อำนาจแก่ประชาชน สามารถนำคดีฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
ดังนั้น การให้ประชาชนมีหลักประกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพมากขึ้นด้วยการตรากฎหมายรองรับในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากขึ้นนั้น จะทำให้ประชาชนมีช่องทางที่จะปกป้องและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตนมากขึ้น และยังเป็นการรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
ข้อเสนอ
สิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วม
2. ควรมีการบัญญัติเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านต่างๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หรือไม่ อย่างไร
และ
3. ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมาย หรือเสนอร่างกฎหมายการถอดถอนและการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมหรือไม่อย่างไร เช่น ประชาชนสามารถเรียกคืนตำแหน่งทางการเมืองเช่น ส.ส. และ ส.ว. ของแต่ละจังหวัดได้
ความเป็นมา
การมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงระดับเสรีภาพของประชาชน และการตระหนักรู้ในสิทธิของตนเอง ในฐานะที่เป็นพลเมืองของประเทศ ซึ่งผลจากการมีส่วนร่วมของประชาชนนี้ จะนำไปสู่การกระตุ้น และส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยโดยรวม
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงรัฐธรรมนูญ 2540 จะพบว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้บัญญัติถึงประเด็นดังกล่าว ผ่านสิทธิในการออกเสียงประชามติ และสิทธิในการเข้าชื่อถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้ เป็นบทบัญญัติที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้
ที่ผ่านมา แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติถึงเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แต่ข้อบัญญัติเหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอต่อการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และประชาชนก็ยังไม่สามารถใช้บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง เพราะมีเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าไปตรวจสอบ ดังนี้
ในกระบวนการเสนอชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของประชาชนทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น พบว่ามีปัญหา 3 ประการ คือ
ปัญหาประการแรก กระบวนการเสนอชื่อเพื่อถอดถอนฯ เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้ระยะเวลา จากการตรวจสอบรายชื่อและคุณสมบัติ ของผู้ที่เข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง ว่าเป็นผู้มีสิทธิในการถอดถอนฯ หรือไม่
ประการที่สอง การเสนอชื่อถอดถอนฯ โดยประชาชน 50,000 ชื่อ เป็นจำนวนที่สูงจนอาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะประชาชนจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองนี้เองทั้งหมด
ประการสุดท้าย กระบวนการเสนอชื่อถอดถอนฯ ตั้งแต่การร้องขอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการ ปปช. ดำเนินการไต่สวน ซึ่งถ้าข้อกล่าวหามีมูล ก็จะต้องส่งรายงานกลับมาให้ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติถอดถอนจากตำแหน่ง นี้ เป็นกระบวนการที่ต้องผ่านขั้นตอนเป็นจำนวนมาก
สำหรับการออกเสียงประชามติ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นไปเพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชน ก็ได้ทำให้ประชามติมีผลเป็นเพียงการให้คำปรึกษาเท่านั้น
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
ในประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก ที่พยายามสร้างมโนทัศน์ใหม่ของระบอบประชาธิปไตยทดแทนข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพราะตัวแทนที่ประชาชนเลือกให้ทำหน้าที่ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนที่นับวันจะมีความหลากหลาย และซับซ้อนมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน
- ในหลายกรณีพบว่ากระบวนการของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีความล่าช้า จึงควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น ทั้งในการเสนอร่างกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง และชุมชนอยู่อาศัย การขอให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในมาตราที่ล้าสมัย หรือไม่เป็นธรรม และการให้สามารถถอดถอนนักการเมืองทุจริต หรือไร้ความสามารถได้
ขึ้น จะทำให้ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลย์ของภาคประชาชนต่อภาครัฐมีมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดการทุจริตคอรัปชั่นของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
ข้อเสนอ
สิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วม
4. ควรวางระบบป้องกันการละเมิดเสรีภาพของสื่อมวลชนหรือไม่ อย่างไร
ความเป็นมา
สื่อมวลชน ซึ่งประกอบด้วย วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ หอกระจายข่าว ฯลฯ ถือได้ว่าเป็นสถาบันหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะสื่อมวลชนเป็นผู้เสนอและเผยแพร่ ‘ข่าวสาร' ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งมีพลังในการสร้าง ส่งเสริม และกำหนดทิศทางของ ทัศนคติ ค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณี รวมถึงความเชื่อ ของผู้คนในสังคม และยังเป็นตัวกลางที่สะท้อนทัศนคติ ค่านิยม ความคิดเห็น เหล่านี้ด้วย ตัวอย่างเช่น การเลือกเสนอเหตุการณ์บางเหตุการณ์ให้เป็นข่าวสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ สมมุติฐานที่เป็นที่เข้าใจกันได้ทั่วไป ก็คือ สมมุติฐานที่ว่า สื่อมวลชน จะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุน หน่วยงาน หรือองค์กรใดๆ และต้องทำหน้าที่เสนอข่าวสารที่เป็นธรรม ถูกต้อง และรวดเร็ว ต่อประชาชน แต่ในปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีช่องทางที่จำกัดในการแสดงความคิดเห็น เสนอความต้องการ และสะท้อนปัญหาของตน
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
การวางระบบป้องกันการละเมิดเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นหลักประกันว่า ประชาชนจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และมีเสรีภาพในการเข้าถึงทรัพยากรสื่อสารสาธารณะ ที่ไม่ถูกบิดเบือนและปกปิดโดยรัฐ หรือองค์กรอื่น ๆ ที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
ข้อเสนอ
สิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วม
5. ควรจัดให้มีกองทุนสนับสนุนการเมืองภาคพลเมือง เช่น สนับสนุนการจัดเวทีผู้นำชาวบ้าน ผู้นำชุมชนหรือไม่อย่างไร
ความเป็นมา
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เป็นเรื่องที่ต้องใช้ต้นทุนสูง กล่าว คือ ประชาชนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในประเด็นต่าง ๆ ทางการเมือง และจะต้องมีปัจจัยสนับสนุนทางด้านงบประมาณ รวมถึงจะต้องแบ่งเวลาให้กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วย
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
การกำหนดให้มีกองทุนสนับสนุนการเมืองภาคพลเมือง จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างมีอิสระ ไม่ต้องพึ่งการสนับนุนทางการเมืองจากกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดซึ่งอาจหวังผลทางการเมืองได้ และยังมีหลักประกันในการดำรงชีวิต หากจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งผลจากการมีข้อบัญญัตินี้ จะทำให้เกิดการเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
อาจเกิดกลุ่มจัดตั้งที่หวังการสนับสนุนทางการเงินโดยปราศจากปัญหาและความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
ข้อเสนอ
การกระจายอำนาจ
1. ควรกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โดยมีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพเป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้นหรือไม่
ความเป็นมา
แนวคิดในเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น เกี่ยวข้องกับความเชื่อที่ว่า ท้องถิ่นแต่ละแห่งมีสภาพปัญหาและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป การบริหารจัดการตนเองของท้องถิ่นเท่านั้น ที่จะย่อมเข้าใจสภาพปัญหาของตนเองและสามารถหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแบบของตนเองได้อย่างเหมาะสม รวมถึงความเชื่อที่ว่า ท้องถิ่นย่อมต้องการที่จะพัฒนาถิ่นที่อยู่ของตนเองให้ดีขึ้น
ในประเทศไทย การปกครองส่วนท้องถิ่น มีการปรับเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยครั้งล่าสุด ในบทที่ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ (มาตรา 78) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ได้กำหนดให้รัฐจะต้องกระจายอำนาจให้ส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินในกิจการของส่วนท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้ มีการประกาศพระราชบัญญัติการกระจายอำนาจ และมีการจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.)ที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการปกครองที่ชัดเจน ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลของพระราชบัญญัติกฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่น 4 ฉบับ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2542 โดยมีแผนการกระจายอำนาจดังนี้
1. ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะที่รัฐดำเนินการอยู่ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น.
2. กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการให้บริการสาธารณะของรัฐและขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเองอย่างชัดเจนขึ้น
3. กำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ให้รัฐทำหน้าที่ประสานความร่วมมือและช่วยเหลือการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ
4. กำหนดการจัดสรรภาษีและอากร เงินอุดหนุน และรายได้อื่นให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
5. การจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำในส่วนที่เกี่ยวกับการบริการสาธารณะในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนให้เป็นไปตามความจำเป็นและความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น
ซึ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยถูกแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบ คือ
1. องค์การบริหารส่วนจังหวัด
2. เทศบาล
3. องค์การบริหารส่วนตำบล
4. กรุงเทพมหานคร
5. การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เมืองพัทยา
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
การกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องที่รัฐควรเร่งรัดดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการที่ให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองได้ และมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องของท้องถิ่นได้ยิ่งๆขึ้น เพราะ จะช่วยทำให้ประชาชนในท้องถิ่นได้รับการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและตรงตามความต้องการ เนื่องจากการพัฒนาของไทยในด้านต่างๆมาถึงจุดที่โครงสร้างในด้านต่างๆสลับซับซ้อน ชุมชนมีขนาดใหญ่ขึ้น (ทั้งในแง่ประชากร กลไกตลาด และการเมืองการปกครอง) การที่รัฐรวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจไว้ที่รัฐบาลกลางหรือรัฐบาลเข้าไปควบคุมกำหนดการทำงานของอปท.เป็นเรื่องที่จะสร้างปัญหาในการบริหารกิจการของประเทศมากยิ่งๆขึ้น
การมี ระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกันเป็นเรื่องที่ดีที่จะสร้างขึ้น ตราบใดที่ระบบการตรวจสอบนั้น เป็นการตรวจสอบโดยประชาชนภายในท้องถิ่นที่มีสิทธิเลือกตั้งผู้บริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของอปท.นั้นๆ ไม่ใช่เป็นการวางมาตรฐานเพื่อให้ข้าราชการของรัฐบาลกลางหรือองค์กรอื่น (ที่นักการเมืองสามารถหาช่องทางเข้ามาควบคุมได้) เป็นผู้ตรวจสอบ
ระบบการตรวจสอบนั้น ควรมีขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น นอกเหนือจากกระบวนการเลือกตั้ง คือหากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายสภาฯ ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง ก็จะมีระบบให้ประชาชนได้ตรวจสอบ เช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่นนั้นสามารถรวมตัวกันได้จำนวนหนึ่งเพื่อเข้าชื่อซึ่งการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ เป็นต้น
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
การกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้น เป็นแนวโน้มที่จะพัฒนาประชาธิปไตย และพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้าในระยะยาว จึงไม่มีข้อที่ควรสงสัย หากการกระจายอำนาจนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่เพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งพาตนเองและมีอิสระในการตัดสินใจการบริหารท้องถิ่นของตัวเอง
ส่วนประเด็นเรื่องการวางระบบการตรวจสอบนั้น ต้องระวังที่จะไม่ให้เป็นการวางระบบเพื่อที่อำนาจรัฐส่วนกลางจะวางไว้เพื่อควบคุมองค์กรปกครองท้องถิ่น และกลายเป็นช่องทางให้นักการเมืองระดับชาติใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมนักการเมืองท้องถิ่น
ข้อเสนอ
การกระจายอำนาจ
2. ควรเพิ่มอำนาจ และบทบาทให้กับชุมชนในการพัฒนาชุมชน และการมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือไม่
ความเป็นมา
เดิมแผนพัฒนาต่างๆถูกกำหนดขึ้นโดยรัฐบาล ชุมชนที่เป็นเพียงหน่วยย่อยๆของประเทศจำเป็นต้องพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกรัฐบาลกำหนดขึ้นมา เช่นกำหนดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งอุตสาหกรรม โดยที่ประชาชนในพื้นที่นั้นๆอาจจะไม่ได้ประโยชน์จากการวางแผนเหล่านั้น แต่ไม่มีทางเลือก เพราะต้องเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลกลางวางไว้ ปัญหาที่ตามมาคือการพัฒนาชุมชนตามแนวทางนั้นอาจจะไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน หรือชุมชนเสียประโยชน์มากกว่าได้ในระยะยาว การที่ให้อำนาจกับชุมชนในการที่จะกำหนดทิศทางในการพัฒนาจึงเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งๆขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง
ความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัญหาใหญ่ของทุกประเทศในโลกนี้ นับวันที่การพัฒนาเศรษฐกิจก้าวหน้าไปมากขึ้นเท่าไร ความขัดแย้งเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะปัญหาที่ดินและแหล่งน้ำ จะเป็นประเด็นสำคัญมากยิ่งๆขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยที่ควรส่วนใหญ่อยู่ในชนบทมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ แต่ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคอุตสาหกรรม ความขัดแย้งระหว่างการพัฒนากับประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่จึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แต่ทำลายแหล่งประมงของชาวบ้าน ดังเป็นความขัดแย้งในหลายๆพื้นที่ที่ผ่านมา
ควบคู่กันไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรม ปัญหาที่ตามมา คือสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่ด้านผู้ผลิตที่ปล่อยสารเคมีสู่อากาศ ดิน และแหล่งน้ำเท่านั้นที่เป็นปัญหา ด้านผู้บริโภคที่เพิ่มขยะมากขึ้นทุกๆวันจากการบริโภคสินค้าอุตสาหกรรม ได้ส่งผลให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่จะต้องร่วมมือกันในทุกๆระดับ
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
การที่จะให้รัฐบาลกลางกำหนดแนวทางในการพัฒนาชุมชน โดยไม่ให้คนในพื้นที่ได้มีโอกาสตัดสินใจ ย่อมทำให้รัฐบาลไม่ทราบความต้องการที่แท้จริง และมีโอกาสที่จะพัฒนาไปในแนวทางที่ชุมชนเสียเปรียบ และไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงด้วย อำนาจที่ให้ชุมชนกำหนดทิศทางเองจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อว่าประชาชนในชุมชนนั้นจะได้เลือกดำเนินการในสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นประโยชน์กับพวกเขามากที่สุด
การให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในท้องถิ่น ดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้กระบวนการของกฎหมาย อาจทำให้ความเข้าใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ของชุมชนเกิดความผิดพลาด หรือคลาดเคลื่อน ซึ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐและท้องถิ่นได้ เช่นโครงการวางท่อก๊าซ โครงการสร้างโรงไฟฟ้า โครงการสร้างเขื่อน ที่ประชาชนในชุมชนที่เป็นที่ตั้งของโครงการเหล่านี้ไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นการเพิ่มอำนาจและบทบาทให้กับชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา ปกป้อง และคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงช่วยลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นได้จากการพัฒนาประเทศ ดังเป็นความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรดังที่เกิดขึ้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ประเด็นเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น ในแง่ของการทำลายสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากผู้ผลิตที่กระทบกับชุมชนโดยตรงนั้น ชุมชนควรจะมีอำนาจในการเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้เกิดปัญหาในการทำลายสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่ารัฐบาลกลาง เพราะเขาเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่นผลกระทบจากเสียง จากอากาศเป็นพิษ น้ำเสียง พวกเขาควรจะมีอำนาจในการควบคุมโดยตรง
ในแง่ของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิ ดจากตัวประชาชนโดยตรงคือปัญหาขยะนั้น นับวันจะเป็นปัญหาที่ใหญ่ยิ่ง ๆ ขึ้น และทางออกที่ดีคือการจัดการในระดับชุมชนย่อยๆ คือมีวิธีการนำกลับไปใช้ใหม่ (รีไซเคิล) วิธีการจำกัดขยะภายในชุมชนเอง เพื่อลดปัญหาการสร้างมลภาวะจากโรงงานกำจัดขยะขนาดใหญ่
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
ข้อที่จะต้องทำให้ชัดเจนคือ อำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์กำหนดความสัมพันธ์กับรัฐบาลกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆด้วย เช่นปัญหาน้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่านพื้นที่มากกว่าหนึ่งพื้นที่ ปัญหามลพิษทางอากาศที่กระทบบริเวณกว้าง สิ่งเหล่านี้ควรมีมาตรฐานในการจัดการร่วมกัน ไม่ใช่ให้ท้องถิ่นย่อยๆแต่ละแห่งมีมาตรฐานของตัวเองอย่าเป็นอิสระ เพราะท้องถิ่นหนึ่งๆอาจจะไปทำลายสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นอื่นได้
ข้อเสนอ
การกระจายอำนาจ
3. ควรกำหนดงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจำนวนที่ชัดเจน ตามสัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือไม่
ความเป็นมา
โดยทั่วไปแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง จะมีขนาดและความจำเป็นในการใช้งบประมาณไม่เท่ากัน การจัดสรรงบประมาณจึงต้องพิจารณาถึงภารกิจ หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับจัดสรรมาได้อย่างชัดเจน และปราศจากข้อสงสัย ซึ่งจะเป็นการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรวมทั้งหมด
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
ข้อเสนอ
การกระจายอำนาจ
4. ทิศทางของรัฐธรรมนูญ ควรเป็น "ลดอำนาจรัฐ" เพิ่ม "อำนาจประชาชน" เห็นด้วยหรือไม่
ความเป็นมา
รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เปรียบเสมือนเข็มทิศที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการกำหนดทิศทางพัฒนาทางการเมืองของประเทศ แนวคิดต่าง ๆ ที่นำมาใช้เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ล้วนเป็นแนวคิดที่ผ่านการวิพากษ์ วิจารณ์ ถกเถียง และทำความเข้าใจ เพื่อให้ได้เข็มทิศที่เที่ยงตรงที่สุด เช่นเดียวกับข้อถกเถียงในเรื่องการ ‘ลด' และ ‘เพิ่ม' อำนาจของรัฐและประชาชน
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
แนวโน้มของโลกปัจจุบันนี้ ที่มุ่งไปสู่การสร้างธรรมาภิบาลนั้น ประเด็นสำคัญคือการลดขนาดรัฐ เพื่อให้พื้นที่ที่รัฐจะเข้าไปใช้อำนาจควบคุมนั้นลดน้อยลง เหลือเพียงเรื่องที่จำเป็น และเป็นประโยชน์กับประชาชนเท่านั้น อาณาบริเวณในการใช้อำนาจที่ไม่ชัดเจนเพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจใช้อำนาจในทางมิชอบได้นั้นควรถ่ายโอนไปให้เป็นอำนาจของประชาชนมากที่สุด ทิศทางของรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับโลกปัจจุบันจึงควรเป็นการลดอำนาจรัฐเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน โดยที่ให้อำนาจในการบริหารและปกครองประเทศนั้น "กระจาย" ไปสู่มือของประชาชนมากขึ้น ด้วยการสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นอย่างเข้มแข็งและเป็นอิสระ พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบต่างๆมากยิ่งขึ้น
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
การลดอำนาจรัฐและเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน ต้องคำนึงถึงว่าประชาชนมีช่องทางในการจัดการปกครองตนเองและมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง มิเช่นนั้นการลดอำนาจรัฐจะก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลได้
ประการต่อมาคือการลดอำนาจรัฐ ต้องเพิ่มให้กับประชาชนอย่างชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะมีปัจจัยเรื่อง ทุนเข้ามา คือทุนจะเข้ามามีบทบาทแทนรัฐและกำหนดทิศทางต่างๆ โดยที่อำนาจของประชาชนมีน้อย
ข้อเสนอ
- ลดขนาดของรัฐด้วยการส่งเสริมความเข้มแข็งและอิสระขององค์กรปกครองท้องถิ่น
- เพิ่มอำนาจให้กับประชาชนทางอื่นๆนอกเหนือจากองค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น มีช่องทางในการฟ้องร้อง มีช่องทางในการแสดงความคิดเห็น มีช่องทางในการแสดงประชามติ เป็นต้น
- ควรมีข้อกำหนดชัดเจนในการที่จะถ่ายโอนอำนาจรัฐไปสู่ภาคประชาชน โดยคำนึงถึงว่าอำนาจนั้นๆจะเป็นของประชาชนจริงๆ ไม่ได้เป็นการควบคุมโดยทุนแต่เพียงอย่างเดียว (เช่นกรณีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ)
การกระจายอำนาจ
5. ควรกระจายอำนาจในการปกครองตามความพร้อมของพื้นที่หรือไม่ อย่างไร
ความเป็นมา
ที่ผ่านมา การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นยังเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นไม่พร้อมที่จะจัดการ เนื่องจากท้องถิ่นไม่มีความสามารถในการบริหารการคลัง ทั้งในเรื่องของการจัดเก็บรายได้ และภาษี ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจาก การที่รัฐบาลไม่ดำเนินการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างถูกต้อง ด้วยการสร้างวินัยทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างให้ท้องถิ่นมีระบบบริหารจัดการที่ดี ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่ากฎหมายที่กำหนดให้รัฐบาลต้องเพิ่มเงินอุดหนุนเพื่อให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกระงับไป จากผลจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งล่าสุด จะยังใช้ได้อยู่ ก็ไม่อาจมีหลักประกันได้ว่า ท้องถิ่นหลายแห่ง จะมีความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลกลางได้
นอกจากนี้ ในแต่ละท้องถิ่นก็มีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันค่อนข้างสูง กล่าวคือ ในบางท้องถิ่นที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ก็จะมีรายได้ค่อนข้างสูง ในทางตรงกันข้าม ท้องถิ่นที่ไม่ใช่เขตเศรษฐกิจ และเขตท่องเที่ยว ก็มีรายได้ไม่พอที่จะบริหารจัดการตนเอง
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
ควรในที่นี้หมายถึงจัดรูปแบบตามความพร้อมของพื้นที่ ซึ่งตามพรบ.ปี 2542 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็มีความเหมาะสมอยู่แล้ว ในแง่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆนั้น จัดตามสภาพรายได้ รายจ่าย สภาพประชากร คือท้องถิ่นที่มีศักยภาพมากก็มีองค์กรปกครองที่มีขนาดใหญ่ (เช่นอบต.ขนาดใหญ่) หรือมีรูปแบบที่ซับซ้อนและโครงสร้างอำนาจหน้าที่มากขึ้น (เช่นเทศบาลระดับนคร) ซึ่งข้อกำหนดที่ใช้อยู่นี้ก็เป็นไปตามความพร้อมของท้องถิ่นอยู่แล้ว
การที่มีการพัฒนาองค์กรปกครองท้องถิ่นมาแล้วเป็นเวลา 8 ปี ทำให้เราสามารถระบุได้ว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นใดที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการที่จะรับโอนอำนาจหน้าที่จากส่วนกลางมากขึ้นไปอีก
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
หากการกำหนดว่าควรกระจายอำนาจในการปกครองตามความพร้อมของพื้นที่ หมายถึงว่าพื้นที่ใดที่ยังไม่พร้อมก็ไม่ควรมีการกระจายอำนาจนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เคารพสิทธิของประชาชนในการปกครองตนเอง เพราะรัฐบาลกลางควรมีเป้าหมายว่ากระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากที่สุด และท้องถิ่นจะได้เรียนรู้เพื่อปกครองตนเองและพัฒนาให้เข้มแข็งต่อไปได้ในอนาคต
ข้อเสนอ
สภานิติบัญญัติ
1. ควรลดจำนวน ส.ส. และ ส.ว. ลงหรือไม่
ความเป็นมา
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 500 คน และ 200 คนตามลำดับนั้น ถูกกำหนดเป็นครั้งแรกภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 โดยที่ในอดีตที่ผ่านมานั้นประเทศไทยเคยมีจำนวนส.ส. และส.วที่แตกต่างกันไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เช่น ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2475 ใช้ระบบสภาเดียว, รัฐธรรมนูญ 2489 กำหนดให้มี 2 สภาเป็นครั้งแรก ซึ่งขณะนั้นวุฒิสภายังมีชื่อเดิมว่า "พฤฒสภา", รัฐธรรมนูญ 2517 กำหนดให้มี 2 สภา ให้มี ส.ว.จากการแต่งตั้ง 100 คน และมีส.ส.ไม่น้อยกว่า 240 คนจากการเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญ 2534 มี 2 สภา โดยมีส.ว. 270 คนซึ่งเป็นผู้รงคุณวุฒิในวิชาชีพต่างๆ แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ และมีส.ส. 360 คนจากการเลือกตั้งโดยตรง เป็นต้น
การกำหนดจำนวน ส.ส. และ ส.ว ในแต่ละประเทศใช้เกณฑ์แตกต่างกันไป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นกำหนดจำนวน ส.ส. และส.ว. ไว้เท่าเดิม ไม่ว่าจำนวนประชากรจะเพิ่มเป็นเท่าไหร่ก็ตาม บางประเทศเช่น ฝรั่งเศส จำนวน ส.ว. จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เปลี่ยนแปลง ตารางด้านล่างเปรียบเทียบจำนวนประชากรต่อ ส.ส. หนึ่งคนในหลายประเทศ และอาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีจำนวนส.ส. ค่อนข้างสูงต่อจำนวนประชากร เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศต่างๆ
|
ประเทศ |
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (คน) |
จำนวนประชากรต่อสมาชิกผู้แทนราษฎร 1 คน (คน) |
|
อินเดีย |
545 * |
2,024,533.94 |
|
สหรัฐฯ |
435 |
685,547.13 |
|
อินโดนีเซีย |
550 |
405,056.36 |
|
ฟิลิปปินส์ |
214 |
388,102.80 |
|
รัสเซีย |
450 (225 + 225) ** |
318,226.67 |
|
ญี่ปุ่น |
480 (300 +180) ** |
266,843.75 |
|
ออสเตรเลีย |
150 |
134,366.67 |
|
ไทย |
500 (400 + 100) ** |
128,466.00 |
|
มาเลเซีย |
219 |
115,739.73 |
|
ฝรั่งเศส |
577 |
104,845.75 |
|
สหราชอาณาจักร |
646 |
92,365.33 |
|
สิงคโปร์ |
84 |
51,500.00 |
นอกจากคำถามเรื่องจำนวน ส.ส. และ ส.ว. แล้ว ประเด็นที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคือ อำนาจหน้าที่ และที่มาของทั้งสองสภา ซึ่งสมควรที่จะต้องพิจารณาควบคู่กันไป ไม่แยกส่วน จากการสำรวจข้อมูลต่างประเทศพบว่า มีหลายประเทศที่ใช้ระบบสภาคู่และให้อำนาจทั้งสองสภาเท่าเทียมกัน แต่การใช้อำนาจอาจไม่เหมือนกัน เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และสวิตเซอร์แลนด์ ส.ว. จะมีจำนวนน้อยกว่า ส.ส. ค่อนข้างมาก แต่มีอำนาจหน้าที่เสนอ พิจารณา และกลั่นกรองกฎหมายเท่ากัน ประเทศที่ใช้ระบบสภาเดียวบางประเทศ เริ่มต้นจากการมีระบบสภาคู่ที่ส.ส. มีอำนาจมากกว่าส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ในที่สุดได้เปลี่ยนจากสภาคู่ที่ไม่เท่ากันไปเป็นระบบสภาเดียว เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นต้น
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
ข้อเสนอ
ฝ่ายนิติบัญญัติ
2. ควรมีส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (Party list) หรือไม่
ความเป็นมา
การเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อนั้นถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 โดยกำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อได้จำนวน 100 คน กำหนดเขตเลือกตั้งเป็นเขตประเทศ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ไม่ค่อยพบว่ามีการใช้กันในต่างประเทศ ตัวอย่างประเทศที่กำหนดเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เช่น ไทย และอิสราเอล แต่ประเทศที่มีการเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อส่วนใหญ่มักแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นเขต ภูมิภาค หรือกลุ่มจังหวัด เช่น สวิสเซอร์แลนด์, ฟินแลนด์, เบลเยี่ยม, เดนมาร์ก, บราซิล เป็นต้น
การเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของไทยนั้นกำหนดให้มีเกณฑ์ในการได้รับการจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร้อยละ 5 ของคะแนนทั้งหมด ซึ่งในบางประเทศนั้นไม่ได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำเช่นนี้ แต่บางประเทศก็ใช้เกณฑ์ขั้นต่ำเริ่มตั้งแต่ร้อยละ 1 ขึ้นไปถึงมากกว่าร้อยละ 5 ก็มี
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
ข้อเสนอ
ฝ่ายนิติบัญญัติ
3. ส.ส. ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรี
- ในกรณีถ้ามี ส.ส. แบบ Party List รวมทั้ง ส.ว. ต้องมีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีด้วยหรือไม่
ความเป็นมา
สภาวะที่มีการแข่งขันอย่างสูงในทุกๆด้านในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความพร้อมสำหรับการแข่งขัน รวมไปถึงการแข่งขันในด้านการเมืองด้วย ผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ในเวลานั้นอาจมองว่าถ้าต้องการพัฒนาระบบการเมืองไทยให้มีประสิทธิภาพ จะต้องเริ่มต้นที่ด้วยการมีส.ส. ที่มีความรู้ ความสามารถเพียงพอในระดับหนึ่ง จึงได้กำหนดให้ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. และส.ว.นั้นจะต้องสำเร็จการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
- การกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. และ ส.ว. จะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทำให้ได้คนที่มีวุฒิภาวะพอสมควร มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์เข้ามาบริหารประเทศ การมีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปนั้นจะต้องมีการได้เรียนรู้ในแง่ปรัชญาต่างๆ ในแง่วิชาการต่างๆ รู้ปัญหาต่างๆ ของสังคมมนุษย์ ในการพิจารณากฎหมายและการควบคุมการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารจำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความสามารถเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน
ข้อเสนอ
ฝ่ายนิติบัญญัติ
4. ส.ส.ควรสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ หากเห็นว่าต้องสังกัดพรรคควรต้องกำหนดระยะเวลาในการสังกัดพรรคก่อนวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นระยะเวลาเท่าใด
ความเป็นมา
รัฐธรรมนูญ 2540 ได้สะท้อนแนวความคิดต่อพรรคการเมืองใน 2 ด้านด้วยกันได้แก่ ประการแรก มองว่าพรรคการเมืองยังขาดความเป็นเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งจึงมีข้อกำหนดให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง อีกประการหนึ่ง รัฐธรรมนูญ 2540 มีความไม่ไว้ใจต่อพรรคการเมืองด้วย จึงกำหนดให้ไม่ให้ส.ว. สังกัดพรรคการเมือง นอกจากนั้นบทบัญญัติที่กำหนดให้ส.ส.สังกัดพรรคนั้นมีที่มาจากการ "ขายตัว" ของส.ส.อิสระในอดีต ซึ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดตั้งแต่ปี 2475-2518 ที่ส.ส.อิสระเมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้วมีการเข้าสังกัดพรรคในภายหลัง และย้ายพรรคบ่อยครั้ง
รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาของไทยยกเว้นเพียงธรรมนูญการปกครอง 2475, รัฐธรรมนูญ 2492 และ 2511 ล้วนแต่มีข้อกำหนดให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง แม้ไม่ได้กำหนดในรัฐธรรมนูญ ก็กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง
ทั้งนี้รัฐธรรมนูญ 2540 นั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีการกำหนดให้ผู้สมัครส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองเป็นเวลา 90 วันก่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากต้องการให้พรรคการเมืองคุมส.ส.ได้ และหวังว่าพรรคการเมืองจะสามารถพัฒนาสู่การเป็นสถาบันทางการเมืองได้เร็วขึ้น
นอกจากประเด็นเรื่องการสังกัดพรรค และระยะเวลาสังกัดพรรค 90 วันแล้ว ภายใต้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ยุบรวมพรรคหลังการเลือกตั้ง ซึ่งก่อให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับการสถานภาพของส.ส. ที่พรรคการเมืองถูกยุบรวม
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
ข้อเสนอ