คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดียุบพรรคพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า

เผยแพร่ โดย ศูนย์ศึกษาวิจัยการเมืองไทย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Thai Politics Research Center

เรื่องพิจารณาที่ 19/2549 เรื่องพิจารณาที่ 23/2549 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ระหว่างอัยการสูงสุด ผู้ร้อง พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ผู้ถูกร้อง เรื่อง อัยการสูงสุดขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า อัยการสูงสุด ผู้ร้อง พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ถูกร้อง อัยการสูงสุดขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ อ่านต่อ

        เรื่องพิจารณาที่ 19/2549 เรื่องพิจารณาที่ 23/2549 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ระหว่างอัยการสูงสุด ผู้ร้อง พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ผู้ถูกร้อง เรื่อง อัยการสูงสุดขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า อัยการสูงสุด ผู้ร้อง พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ถูกร้อง อัยการสูงสุดขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์
        อัยการสูงสุดยื่นคำร้องรวม 2 คำร้อง ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2549 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า และพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ว่า พรรคการเมืองทั้งสองกระทำการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 66 นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงแจ้งต่ออัยการสูงสุด พร้อมด้วยหลักฐาน ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 และหนังสือสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง ลงวันที่ 26 มิถุนายนย 2549 ตามลำดับ
        อัยการสูงสุดเห็นสมควรให้ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองทั้งสองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 67 วรรค 1

        ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องทั้งสองไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2549 พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2549 คดีอยู่ในระหว่างที่พรรคประชาธิปัตย์ทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญภายหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 โดยมาตรา 35 บัญญัติให้บรรดาการใดที่มีกฎหมายกำหนด ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือเมื่อมีปัญหาว่า กฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และให้โอนบรรดาอัตถคดีหรือการใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 มาอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ต่อมาพรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2549

        คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 ให้รวมการพิจารณาคำร้องทั้ง 2 เข้าด้วยกัน เนื่องจากมีข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกัน โดยให้เรียกอัยการสูงสุดผู้ร้องทั้ง 2 คำร้องว่า ผู้ร้อง และให้เรียกพรรคประชาธิปัตย์ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 คำร้องที่ 1 ผู้ร้องยื่นคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 จัดตั้งพรรคการเมืองตามกฎหมาย โดยมี น.ส.อิศรา ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพรณารินทร์ ยวงประสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรค เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมือง มีหนังสือส่งหลักฐานเพื่อให้ผู้ร้องยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) ประกอบด้วยมาตรา 67 ข้อเท็จจริงปรากฏจากหลักฐานที่ส่งมาได้ความว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2549 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการผู้ถูกร้องที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองตามความในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 67 ร้องเรียนต่อประธานกรรมการเลือกตั้งว่า น.ส.นิภา จันโพธิ์ นางรัชนู ต่างสี และนายสุวิทย์ อบอุ่น ถูกชักจูงให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 และรับเงินคนละ 30,000 บาท

        โดยได้รับมอบหมายให้ไปสมัครเลือกตั้งที่จังหวัดตรัง บุคคลทั้ง 3 เกรงว่า การกระทำดังกล่าวอาจมีความผิดตามกฎหมาย เพราะไม่มีเจตนาที่จะสัมครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ประการใด จึงปรึกษานายสุเทพ เพื่อหาทางออกที่จะต้องไม่รับโทษตามกฎหมาย นายสุเทพ แนะนำให้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งบุคคลทั้ง 3 แสดงเจตนาลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2549 นายสุเทพ จึงขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และสืบสวนสอบสวน เพื่อป้องกันการแก้ไขการทุจริตการเลือกตั้งในครั้งนี้ต่อไป
        ต่อมาประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงสืบสวนสอบสวนพยานหลักฐานแล้ว แยกประเด็นการพิจารณาได้ 3 ประเด็น คือ

        1. น.ส.นิภา นางรัชนู นายสุวิทย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จ.ตรัง สมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2549 และไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จ.ตรัง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 บุคคลทั้งสามจึงเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 1 วันเท่านั้น ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4) การกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้งสาม ที่สมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีสิทธิสมัคร เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4)
        นอกจากนี้ การที่บุคคลทั้งสาม ยื่นหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมือง คือผู้ถูกร้องที่ 2 แบบ ส.ส.18/ข 2 ที่รับรองว่า บุคคลทั้งสามคือสมาชิกผู้ถูกร้องที่ 2 ติดต่อกัน นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 90 วัน อันเป็นเท็จ เป็นเอกสารประกอบการสมัครรับเลือกตั้ง ต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าวนั้น ถือว่าเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่น หรือประชาชน เสียหาย และเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดบันทึกลงในใบรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แบบ สส. 18/ข 1 อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267
        2. นายทักษนัย กี่สุ้น เป็นผู้แนะนำให้บุคคลทั้งสามเตรียมหาหลักฐานแล้วให้ตนพาไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 และเมื่อบุคคลทั้งสามเดินทางกลับพร้อมกับเอกสารประกอบการสมัครแล้ว นายทักษนัยยังได้พาเดินทางไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตที่ 1 เขตที่ 2 และที่ 4 จ.ตรัง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 อีกด้วย การกระทำดังกล่าวเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลทั้งสามไปสมัครรับเลือกตั้งทั้งที่รู้ว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4) การกระทำของนายทักษนัย จึงเป็นการสนับสนุนให้บุคคลทั้งสามกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

         3. นางสาวอิสรา หรือ พรณารินทร์ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 จัดทำหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมือง (ส.ส.18/ ข2) ส่งบุคคลทั้ง 3 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จ.ตรัง เป็นการดำเนินการแทนผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 19 นางสาวอิสรา หรือ พรณารินทร์ เป็นหัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 โดยนางสาวอิสราได้รับรองว่า บุคคลทั้ง 3 เป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ปรากฏตามคำให้การของบุคคลทั้ง 3 ว่า ตนได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2549 การทำหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมือง (ส.ส.18/ข2) ดังกล่าวถึงเป็นเท็จ เนื่องจากบุคคลทั้ง 3 สมัครเป็นสมาชิกผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่ครบ 90 วัน อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66(3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 33 คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง มีความเห็นว่า ให้ดำเนินคดีอาญาแก่นางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จ.ตรัง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267

        ให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายทักษนัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 และเนื่องจากการกระทำของนางสาวอิสรา หรือพรณารินทร์ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จให้แก่บุคคลทั้ง 3 เพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการสมัครรับเลือกตั้งที่ได้กระทำในฐานะตัวแทนของผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66(3) เห็นควรแจ้งต่อผู้ร้องพร้อมด้วยหลักฐานเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 67(พูดไม่ชัด) ต่อไป
        ประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงว่าการกระทำของนางสาวอิสรา หรือพรณารินทร์ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ที่ออกหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองอันเป็นเท็จ เป็นการร่วมกันเป็นตัวการ หรือผู้สนับสนุนให้บุคคลดังกล่าวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 2 และ 4 จังหวัดตรัง ทั้งที่รู้ว่าเป็นสมาชิกของพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่ถึง 90 วัน อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 หรือ 86 และ มาตรา 137 267 การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำอันอาจเป็นการปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ(3)
        จึงส่งหลักฐานพร้อมสำนวนการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ผู้ร้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 67 ผู้ร้องพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ประธานกรรมการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองส่งมาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 โดยนางสาวอิสรา หรือพรณารินทร์ หัวหน้าพรรค เป็นผู้แทนของผู้ถูกร้องที่ 2 ได้อกกหนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองอันเป็นเท็จ จึงเป็นตัวการร่วมกันสนับสนุนให้นางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 1 2 และ 4 จังหวัดตรัง ทั้งที่รู้ว่าบุคคลทั้ง 3 เป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่ถึง 90 วัน อันเป็นการกระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541

        มาตรา 29 ,30 , 31 ,74 , 100 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 , 86 ,137 , 267 ย่อมแสดงว่าผู้ถูกร้องที่ 2 กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และการประทำอันอุกอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยอาศัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ 2540 มาตรา 107 , 136 , 144 , 145 , 327 ,328 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2 ) และ (3) มาตรา 67 และพระราชบัญญติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 29 , 30 , 31 , 74 มาตรา 100 ขอให้มีคำสั่งยุบพรรคผูถูกร้องที่ 2 เนื่องจากผู้ถูกร้องที่ 2 โดย น.ส.อิศรา หรือ พรณารินทร์ หัวหน้าพรรค ในฐานะเป็นผู้แทนของผูถูกร้องที่ 2 ได้กระทำการอันเป็นอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ และกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระพราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) มาตรา 67 และขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 ข้อ 3 ผู้ถูกร้องที่ 2 ยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาสรุปได้ว่า การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองกล่าวหาว่าผู้ถูกร้องที่ 2 รับสมัครบุคคลเข้ามาเป็นสมาชิกเพื่อส่งลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือตตั้งไม่ครบ 90 วัน ตามที่กำหนดนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามหลักฐานในใบสมัครสมาชิกพรรคว่า

        นางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ซึ่งเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน จ.ตรัง เขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับ ได้เขียนใบสมัครสมาชิกพรรคการเมืองด้วยลายมือของตนเองโดยปราศจากการข่มขู่ ชี้นำ ข่มขืนใจ หรือบังคับขู่เข็นแต่อย่างใด โดยขั้นตอนการรับสมัครสมาชิกพรรค เป็นไปตามข้อบังคับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พ.ศ.2548 คือ เมื่อใบสมัครสมาชิกถึงผู้ร้องที่ 2 เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครให้เป็นไปตามข้อบังคับ แล้วส่งใบสมัครต่อไปยังผู้มีอำนาจในการนำเสนอขอรับการอนุมัติ เพื่อนำเสนอให้หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ลงนามอนุมัติตามข้อบังคับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พ.ศ.2548 ข้อ 10 และข้อ 36 (7) กรณีของบุคคลทั้งสาม ได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ อย่างครบถ้วน และหัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ได้อนุมัติให้เป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามข้อบังคับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พ.ศ.2548 และเป็นการใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ทุกประการ มิได้มีการใช้อำนาจนอกเหนือจากที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดแต่อย่างใด ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่า ได้มีการร้องเรียนต่อประธานกรรมการการเลือกตั้งว่า นางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ถูกชักชวนให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 และรับเงินคนละ 30,000 บาท โดยได้รับมอบหมายให้ไปสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ จ.ตรัง ในวันรุ่งขึ้น ต่อมาบุคคลทั้ง 3 เกรงว่าการกระทำดังกล่าวอาจมีความผิดตามกฎหมาย เพราะบุคคลทั้ง 3 ไม่มีเจตนาจะสมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้แต่ประการใด จึงได้เดินทางไปปรึกษากับเลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 เพื่อหาทางออกที่จะไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย เลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 จึงแนะนำให้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งบุคคลทั้ง 3 ได้แสดงเจตนาลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2549 เลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ได้ขอให้นายทะเบียนพรรคการเมือง ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อป้องกันการแก้ไขการทุจริตเลือกตั้งครั้งนี้ต่อไป ต่อมาประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้มีคำสั่งนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการลาออกจากสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ จ.ตรัง โดยในการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าวนั้น ทางคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงมิได้แจ้งต่อผู้ถูกร้องที่ 2 ว่า บุคคลทั้ง 3 ได้เขียนใบลาออกจากสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ทั้งๆ ที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรู้อยู่แล้วว่าการลาออกจากสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พ.ศ.2548 ข้อ 15 ที่ว่า การลาออกจากสมาชิก ให้ยื่นหนังสือลาออกต่อหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค หรือนายทะเบียนพรรค แล้วแต่กรณี และมีผลต่อเมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานใหญ่พรรคได้ลงเลขรับหนังสือแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าหนังสือลาออกดังกล่าวได้ถูกส่งไปถึงหัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 เพื่อแสดงเจตนาว่าบุคคลทั้งสามต้องการจะลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 แต่ประการใด ซึ่งไม่ตรงตามที่ผู้ร้องอ้างว่าบุคคลทั้งสามได้แสดงเจตนาลาออกจากสมาชิกพรรค จึงถือได้ว่าหนังสือลาออกของบุคคลทั้งสามไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการลาออกไม่มีผล ทำให้บุคคลทั้งสามยังคงเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 อยู่จนปัจจุบัน

        คณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบตัวบุคคลในการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในจังหวัดต่างๆ ซึ่งในการนี้ นางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จ.ตรัง โดยผู้สมัครทั้ง 3 คน มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 โดยหากผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ และได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามของผู้ถูกร้องที่ 2 ผู้ใดไม่สามารถออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ พรรคจะออกค่าใช้จ่ายให้โดยพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป โดยจะช่วยเหลือได้ไม่เกินคนละ 30,000 บาท ถึง 35,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวไม่น่าจะเป็นเหตุจูงใจ หรือสามารถหลอกลวงให้บุคคลเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ตามที่ผู้สมัครทั้งสามกล่าวอ้างได้ เพราะบุคคลทั้งสามล้วนแต่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีวุฒิภาวะ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถือได้ว่าเป็นวิญญูชนอันรู้ผิดชอบชั่วดีได้เองว่า การที่ตนเองยอมรับเงินจากพรรคและนำไปสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว น่าจะแสดงให้เห็นได้ว่าบุคคลทั้งสามยอมรับแล้วว่า ตนเองมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 จึงได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้ไปสมัครตามสถานที่ที่คณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรังกำหนด
        นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 9/2549 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 วินิจฉัยคดีอันเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 จนถึงวันที่มีคำวินิจฉัยว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 2 มาตรา 3 มาตรา 104 วรรค 3 และมาตรา 144 มาตั้งแต่เริ่มต้นของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง คือตั้งแต่การกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง การรับสมัครเลือกตั้ง การลงคะแนนเสียง การนับคะแนนเสียง การประกาศผลการเลือกตั้ง และส่งผลถึงการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งหมดต้องเสียไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้การกล่าวหาของผู้ร้อง ที่ได้กล่าวหาว่าผู้ถูกร้องที่ 2 โดยนางสาวอิสรา หรือ พรณารินทร์ กระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541

        คำร้องที่ 2 ผู้ร้องยื่นคำร้อง และคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง รวม 2 ฉบับ สรุปความได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 จัดตั้งเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมาย ปัจจุบันมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค และมีคณะกรรมการบริหารพรรค จำนวน 49 คน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานกรรมการการเลือกตั้งนายทะเบียนพรรคการเมือง มีหนังสือส่งหลักฐาน พร้อมสำนวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง มาเพื่อให้ผู้ร้องพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 67 โดยเห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากหลักฐานที่ส่งมาได้ความว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ประธานกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กับพวก ได้มีหนังสือร้องเรียนนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 กระทำความผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 ขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองร้องต่อผู้ร้องพร้อมเอกสาร เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หากผู้ร้องไม่ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้นายทะเบียนแต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อรวบรวมหลักฐานแล้วส่งไปให้ผู้ร้อง หรือยื่นคำร้องเองต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำสั่งให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 , 67 ต่อไป ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 ประธานกรรมการเลือกตั้งมีคำสั่งคณะกรรมการเลือกตั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง และให้นำคำร้องเรียนของ นายณัฐชัย สิงหนารถ(***) กับ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร พร้อมผู้เสียหาย คำร้องเรียนของ นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล คำร้องเรียนกรณีผู้ถูกร้องที่ 1 โดย นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 จัดทำแผ่นฟรีแจกจ่ายที่ จ.สงขลา และคำร้องเรียนของ นายชนาพัทธ์ ณ นคร มาพิจารณารวมกับคำร้องของนานวิชิต กับพวก โดยคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกำหนดประเด็นตามคำร้องเรียนรวม 8 ข้อ กล่าวหาว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 กระทำการดังนี้
        ข้อ 1. ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อล้มล้างรัฐบาล
        ข้อ 2. ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 7 ข้อ 3. ไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง
        ข้อ 4. นำคนไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 แล้วลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่ จ.ตรัง โดยใส่ร้ายพรรคการเมืองอื่นว่า ว่าจ้างผู้สมัครให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
        ข้อ 5. ขัดขวางการลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคอื่นที่ จ.สงขลา ปลุกระดมระบอบทักษิณ และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน
        ข้อ 6.ว่าจ้างหัวหน้าพรรคชีวิตที่ดีกว่า ให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย

        ข้อ 7 ว่าจ้างพรรคพัฒนาชาติไทยไม่ให้ส่งผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในจังหวัดภาคใต้
        ข้อ 8 หน่วงเหนี่ยวกักขังนางฐัติมา ภาวะลี ให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย
        คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงสืบสวนสอบสวนพยานหลักฐานในส่วนเกี่ยวกับผู้ถูกร้องที่ 1 แล้วเห็นว่า ในระหว่างที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 มีผลใช้บังคับ ผู้ถูกร้องที่ 1 และสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 กระทำการต่างๆ ดังนี้
        1.เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2549 นายเกียรติ สิทธีอมร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องที่ 1 ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ โจมตีรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักไทยที่สะพานมัฆวาน ว่า เศรษฐกิจยุคทักษิณ โตกระจุก หนี้กระจาย บริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ได้ประโยชน์มากกว่าประชาชน มีการทุจริตซับซ้อน
        2.เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549 นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ปราศรัยต่อประชาชนที่ท้องสนามหลวงกล่าวหาการบริหารงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่า เป็นระบอบทักษิณ ซึ่งไม่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายใดๆ และกล่าวว่าวันนี้ระบอบทักษิณ ทำลายประชาธิปไตยแล้ว แทรกแซงองค์กรอิสระ ครอบงำวุฒิสภา แทรกแซงสื่อ และในวันดังกล่าวนายสุเทพ เลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 กล่าวโจมตีการบริหารงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรีว่าเป็นระบอบทักษิณ เช่นกัน โดยกล่าวหาระบอบทักษิณ ว่า เป็นระบอบที่นายกฯ ทักษิณ คุมอำนาจการตัดสินใจสั่งการไว้ผู้เดียว ไม่ให้คณะรัฐมนตรีหรือบุคคลใดเข้าร่วมตัดสินใจตามระบบรัฐสภา เข้าไปควบคุมแทรกแซงสื่อมวลชน องค์กรอิสระ เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยสิ้นเชิง ไม่ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ทำเพื่อธุรกิจของตนเอง แลพวกพ้องทำลายระบบคุณธรรม ทำให้เกิดความแตกแยกรุนแรง ปกครองโดยไม่ยึดหลักกฎหมาย และเหตุผล ระบอบทักษิณ มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง หาประโยชน์ให้พวกพ้อง
        3.เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2549 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ขึ้นเวทีพันธมิตรที่สะพานมัฆวานรังสรรค์กล่าวหาว่า พรรคไทยรักไทยว่าจ้างนางฐัติมา มาจัดหาผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคเล็กลงสมัครเป็น ส.ส.เรียกร้องให้ผู้ฟังการปราศรัยลงคะแนนเลือกตั้งในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน และเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2549 นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ที่ จ.ตรัง กล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนโกหกหลอกลวง ฆ่าตัดตอนผู้ค้ายาเสพติดจำนวนหลายพันคน ครอบงำองค์กรอิสระ คณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง และศาลรัฐธรรมนูญ และมีกรรมการบริหารและสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 กล่าวโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ในทำนองเดียวกันอีกหลายแห่ง ประกอบกับนายถาวร เสนเนียม จัดทำแผ่นปลิวที่ระบุชื่อนายถาวร และมีเครื่องหมายของผู้ถูกร้องที่ 1 เชิญชวนให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน

        นอกจากนี้ ในการปราศรัยที่ท้องสนามหลวงของนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ได้กล่าวว่า ถ้าวันที่ 2 เมษายน 2549 มีการเลือกตั้ง ขอให้ประชาชนกากบาทลงในช่องไม่เลือกผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งงดเว้นการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคไทยรักไทย หรือพรรคไทยรักไทย หรือพรรคการเมืองอื่น หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองอื่น ในกรณีเขตเลือกตั้งใดมีผู้สมัครอื่นสมัครด้วย ด้วยวิธีการหลอกลวง หรือใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44(5)
        4. เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2549 ก่อนมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร นายอภิสิทธิ์ และคณะซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ไปพบกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้ากลุ่มพันธมิตรฯ และต่อมามีกรรมการบริหารพรรค อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ขึ้นบนเวทีของนายสนธิอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า นายสนธิและพวกมีพฤติกรรมที่ต้องการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ
        5. ออกแถลงการณ์ร่วมกับพรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ว่า ไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มาร่วมลงชื่อในสัตยาบันว่า จะปฏิรูปการเมืองก่อนสมัครรับเลือกตั้ง และอ้างว่าการเลือกตั้งส่อว่าจะไม่บริสุทธิ์ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมิใช่ข้ออ้างที่เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งๆ ที่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้แต่กลับไม่ส่งผู้สมัคร ประกอบกับต่อมาผู้ถูกร้องที่ 1 โดยกรรมการบริหารพรรค และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จัดปราศรัยและจัดทำเอกสารแจกจ่ายจำนวนมาก เพื่อรณรงค์ไม่ให้ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครคนใด หรือพรรคใด ทั้งๆ ที่ตนเองไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งขันด้วยแต่ประการใด แต่นายชรี นพวงศ์ ณ อยุธยา ลูกน้องของนายไตรรงค์ ขัดขวางการลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคเล็กที่ จ.สงขลา เพื่อไม่ให้ลงสมัครแข่งขันกับพรรคไทยรักไทย โดยมุ่งหมายให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยที่มีผู้สมัครลงสมัครเพียงคนเดียวได้คะแนนเสียงเลือกตั้งไม่ถึงร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น อันจะส่งผลให้ภายใน 30 วันนับแต่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ครบจำนวนที่จะเปิดการประชุมสภาและไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้
        6. นายทักษนัย เป็นผู้นำนางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ราษฎร จ.ตรัง เดินทางด้วยรถยนต์ไปกรุงเทพมหานครเพื่อสมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ย้อนหลังไปเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2548 แล้วพากลับไปสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ จ.ตรัง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 จากนั้นก็พาบุคคลทั้งสามไปพบกับนายสุเทพ นายถาวร และพวก ที่กรุงเทพมหานคร จัดแถลงข่าวว่า มีพรรคการเมืองหนึ่งว่าจ้างให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการกล่าวหาพรรคไทยรักไทยว่าจ้างนั้นเอง จากการตรวจหลักฐานทะเบียนพรรคการเมืองของนายทักษนัย ปรากฏว่า เป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 และเป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายสาทิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 เมื่อมีการสอบสวนเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งถูกนายสาทิตย์โทรศัพท์ต่อว่า ว่า การสอบพยานให้ทำหนังสือเชิญพยานด้วย พฤติการณ์น่าเชื่อว่า นายสาทิตย์ให้การสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้นายทักษนัยกระทำความผิด ฐานเป็นผู้ใช้ให้บุคคลทั้งสาม ซึ่งไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100

         7. นายวรรธวริทธิ์ ตันติภิรมย์ หัวหน้าพรรคชีวิตที่ดีกว่า และ พ.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ได้บันทึกภาพและเสียงของนายไทกร พลสุวรรณ ไว้เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2549 โดยนายไทกรไม่รู้ตัวมาก่อนว่าจะถูกบันทึก เนื่องจากนายวรรธวริทธิ์ถูกนายไทกรข่มขู่ว่า ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขาดคุณสมบัติ มีความผิด นายไทกรได้เสนอความช่วยเหลือจะให้เงินและหาที่อยู่อาศัยให้ใหม่ โดยขอให้ร่วมแถลงข่าวและกล่าวหาว่ากรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย อย่างเช่น นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ให้เงิน เพื่อให้นายวรรธวริทธิ์ ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง นายไทกร พูดว่า จะปรึกษาหารือกับเลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ในเรื่องเงินค่าตอบแทนตามที่นายวรรธวริทธิ์เรียกร้อง
        จากหลักฐานทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองปรากฏว่า นายไทกร เป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ในขณะกระทำการดังกล่าว และนายไทกร มีการติดต่อประสานงานกับผู้ถูกร้องที่ 1 โดยเฉพาะนายสุเทพ ได้แก่ การพานายชวการ โตสวัสดิ์ และนายสุขสันต์ ชัยเทศ เข้าพบนายสุเทพ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขข้อมูลทะเบียนสมาชิกพรรคพัฒนาชาติไทย นายไทกรว่า ร่วมเดินทางไปกับคณะของนายสุเทพ เพื่อไปบ้านนายบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ หัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย จึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นายสุเทพ เป็นผู้ใช้ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายไทกรว่าจ้างนายวรรธวริทธิ์ ให้กล่าวใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย ว่า พรรคไทยรักไทยจ้างให้ผู้สมัครที่ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยรู้อยู่แล้วตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 พฤติกรรมของนายอภิสิทธิ์ กรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ดังกล่าว ประกอบกับนายอภิสิทธิ์เรียกร้องให้ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลพระราชทาน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 7 เป็นการกระทำเพื่อไม่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นการทั่วไป สามารถดำเนินการไปได้ ไม่ต้องการให้มีรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

        ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องว่าจ้างพรรคพัฒนาชาติไทย และหน่วงเหนี่ยวกักขังนางชุติมา เห็นว่า พยานหลักฐานที่ได้จากการสืบสวนสอบสวนยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่ามีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ต่อมาคณะสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานผลการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงต่อประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมือง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมือง พิจารณาแล้วเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง จึงได้ส่งพยานหลักฐานพร้อมสำนวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงมาให้ผู้ร้องพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 67 ผู้ร้องมีคำสั่งให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีผู้เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการตามความในมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ตามคำสั่งของอัยการสูงสุดที่ 1/2549 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 พิจารณา คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความเห็นว่า ข้อกล่าวหาและข้อวินิจฉัยของนายทะเบียนพรรคการเมืองบางกรณียังไม่อาจถือว่า มีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 ดังนี้

        1. กรณีผู้ถูกร้องที่ 1 เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรกู้ชาติ กล่าวโจมตีรัฐบาลและประกาศขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 7 นั้น ไม่เป็นการกระทำผิด เพราะบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 39 และมาตรา 44 อีกทั้งไม่ใช่เป็นการกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ ยังไม่อาจถือว่ามีการกระทำอันเป็นการฝ่ายฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66
        2.กรณีผู้ถูกร้องที่ 1 รณรงค์ให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกากบาทลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนนนั้น ไม่ใช่การห้ามมิให้ผู้สมัคร หรือผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 ยังไม่อาจถือว่ามีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66

        3.กรณีที่ผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่มีเหตุอันควรนั้น ไม่เป็นการกระทำผิดกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 328 (2) บัญญัติว่า การเลิกพรรคการเมือง ทั้งนี้มิให้นำเอาเหตุที่พรรคการเมืองไม่ส่งสมาชิกรับเลือกตั้ง หรือเหตุที่ไม่มีสมาชิกของพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมาเป็นเหตุให้ต้องเลิก หรือยุบพรรคการเมือง ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 ยังไม่อาจถือว่ามีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66
        4.กรณีกล่าหาว่าเลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 หน่วงเหนี่ยวกักขังนางฐัติมา สมาชิกพรรคแผ่นดินไทย และให้ใส่ร้ายว่ากรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยได้ว่าจ้างให้สมาชิกพรรคแผ่นดินไทยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องได้คะแนนเสียงถึงร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 74 นั้น รับฟังไม่ได้ว่านางฐัติมาถูกบังคับขู่เค็ญ เพื่อไปให้การไปใส่ร้ายพรรคไทยรักไทยยังไม่อาจถือว่ามีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 ส่วนข้อกล่าวหาและข้อวินิจฉัยของนายทะเบียนพรรคการเมือง

        กรณีการกระทำของหัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 กรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 มีดังนี้
        1.นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ปราศรัยต่อประชาชนที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549 กล่าวหาการบริหารงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า เป็นระบอบทักษิณ และกล่าวว่าวันนี้ระบอบทักษิณทำลายประชาธิปไตยแล้ว แทรกแซงองค์กรอิสระ ครอบงำวุฒิสภา แทรกแซงสื่อ และในวันเดียวกันนั้น นายสุเทพ เลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ได้กล่าวโจมตีการบริหารงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า เป็นระบอบทักษิณ โดยนอกจากจะกล่าวหาในลักษณะเช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์ แล้ว ยังกล่าวโจมตีว่า ระบบดังกล่าวเป็นระบอบที่นายกฯทักษิณ คุมอำนาจการตัดสินใจสั่งการแต่เพียงผู้เดียว ไม่ให้คณะรัฐมนตรี หรือบุคคลใดเข้าร่วมตัดสินใจตามระบบรัฐสภา ไม่ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ทำเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอง และพวกพ้อง ทำร้ายระบบคุณธรรมทำให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรง มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง และที่กรรมการบริหารและสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ในวันที่ 23 มีนาคม 2549 วันที่ 20 เมษายน 2549 กล่าวโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ในลักษณะเช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์ รวมทั้งกรณีที่นายถาวร กรรมการบริหารพรรคผุ้ถูกร้องที่ 1 จัดทำแผ่นปลิวซึ่งมีเครื่องหมายของผู้ถูกร้องที่ 1 ระบุว่า ระบอบทักษิณสร้างความแตกแยกในมวลหมู่พี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติรย์ทรงเป็นประมุข

        ส่งผลให้มีการโกงทั้งโครต ประเทศชาติสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นเพื่อหยุดระบอบทักษิณ เพื่อปราบปรามการโกงทั้งโครตให้ได้นั้น พฤติกรรมตามข้อเท็จจริงดังกล่าวของนายอภิสิทธิ์ กรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นการสร้างคำว่าระบอบทักษิณขึ้นมา เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า มีการปกครองประเทศไทยโดยระบอบอื่น นอกจากที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อันเป็นการใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรี ให้ประชาชนทั่วไปเกลียดชัง ให้เข้าใจว่าเป็นคนชั่ว คนทุจริต คนขายชาติ อันมีลักษณะเป็นการใส่ร้าย โดยจูงใจให้ประชาชนเข้าใจผิดในคะแนนนิยมของพรรคไทยรักไทย โดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนงดเว้นการลงคะแนนให้กับพรรคไทยรักไทย อันเป็นการกระทำซึ่งต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (5)
        ข้อ. 2 นายทักษนัย ผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายสาทิตย์ กรรมการบริหารและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ได้นำ น.ส.นิภา นางรัชนู และ นายสุวิทย์ ราษฎร จ.ตรัง เดินทางไปกรุงเทพมหานคร เพื่อสมัครเป็นสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 โดยร่วมมือกับ น.ส.อิศรา หรือ พรณารินทร์ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 จัดทำหนังสือรับรองหัวหน้าพรรคการเมือง ใน (สส18 /ข2) รวม 3 ฉบับ เพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการสมัครับเลือกตั้ง ในการส่ง น.ส.นิภา นางรัชนู และ นายสุวิทย์ ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 4 จ.ตรัง โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่า บุคคลทั้ง 3 เป็นสมาชิกผู้ถูกร้อง 2 ไม่น้อยกว่า 92 วัน อันเป็นเท็จ เนื่องจาก น.ส.นิภา นางรัชนู และ นายสุวิทย์ เป็นสมาชิกผู้ถูกร้องที่ 2 นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่ถึง 90 วัน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 107 (4) และต่อมาปรากฏว่า นายทักษนัย ได้พา น.ส.นิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ไปสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ตรัง จากนั้นได้พาบุคลลทั้ง 3 ไปพบ นายสุเทพ นายถาวร และกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อจัดแถลงข่าวว่า มีพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งต่อมาหมายถึงพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างให้บุคคลทั้ง 3 ลงสมัครรับเลือกตั้ง พฤติการณ์เชื่อได้ว่า นายสาทิตย์ ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคผูถูกร้องที่ 1 ได้ให้การสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้ นายทักษนัย กระทำการดังกล่าว อันเป็นการใช้ให้บุคคลอื่นกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ตอ่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการกระทำอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอันว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3)
        ข้อ 3. เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2549 เวลาประมาณ 13.00 น. ซึ่งอยู่ในระหว่างวันเวลาที่การเลือกตั้งทั่วไปตามพระราชกฤษฎีกาสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 นายไทกร ฐานะตัวแทนของ นายสุเทพ เลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ได้ว่าจ้างให้ นายวรรธวริทธิ์ หัวหน้าพรรคชีวิตที่ดีกว่า จัดให้มีการแถลงข่าวใส่ร้าย นายสุวัจน์ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นผูสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างสมาชิกพรรคชีวิตที่ดีกว่าลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการใส่ร้ายด้วยความเท็จ

ให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของนายสุวัจน์ เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (5) เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการกระทำอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติประกอบด้วยรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3)
        ข้อ 4 วันที่ 9 เมษายน 2549 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.สงขลา นายถาวร รองเลขาธิการและกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 นายวินัย เสนเนียม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ นายเจือ ราชสีห์ นายประพร เอกอุรุ นายชาลี คนสนิทของนายไตรรงค์ รองหัวหน้าพรรค นายคณิต ผดุงอรรถ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขารูปช้าง และนายนิสิต ชูโชติช่วง สมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ได้ร่วมกันขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนางสาวปัทมา ชายเกตุ นายเกษมสันต์ ยอดสุรางค์ และนายนิติธรรมวัฒน์ รัตนสุวรรณ ที่อาคารรับสมัคร ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตภาคใต้ จ.สงขลา เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการกระทำอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อยในศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3)
        คณะกรรมการตรวจสอบพบ จึงเห็นว่าตามข้อกล่าวหาทั้ง 4 ข้อ พยานหลักฐานตามที่ปรากฏในสำนวน ตามรายงานการสืบสวนสอบสวนของคณะอนุกรรมการการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และความเห็นของประธานกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง มีเหตุผลน่าเชื่อว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 โดยหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรค เป็นการกระทำในการดำเนินกิจการทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกร้องที่ 1 โดยประสงค์มิให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 และเพื่อมิให้การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ และเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อยในศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3)
        กรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 กระทำผิด 6 ข้อ อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) แม้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 เพียง 4 ข้อเท่านั้นที่เป็นการกระทำฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 6 (2) และ (3) แต่ผู้ร้องเห็นว่า สมควรยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 แล้วก็มิใช่กรณีที่ผู้ร้องไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 67 อีกทั้งคำร้องที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้บรรยายข้อเท็จจริงโดยละเอียด ตั้งแต่มีผู้ร้องเรียน ความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง และความเห็นของผู้ร้อง พร้อมทั้งส่งหลักฐานทั้งหมดเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าวมาประกอบการพิจารณา จึงไม่ต้องส่งเรื่องคืนให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานต่อไป ผู้ร้องพิจารณาพยานหลักฐานและสำนวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่ประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองส่งมา ประกอบกับความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีผู้เสนอเรื่องให้ผู้ร้องดำเนินการตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 63 แล้ว เห็นพ้องด้วยกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ดังนี้
        ข้อ 1 ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นเวลาที่มีพระราชกฤษฏีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เลือกตั้งทั่วไป มีผลใช้บังคับผู้ถูกร้องที่ 1 โดยคณะกรรมการบริหารพรรค และมติที่ประชุมใหญ่ มีนโยบายไม่ส่งสมาชิกพรรคสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 และให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขตเลือกตั้ง แต่ตามวันเวลาดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 และกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 หลายคน ร่วมกันจัดให้มีเวทีปราศรัยใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม พ.ต.ท.ทักษิณ หัวหน้าพรรคไทยรักไทย และสมาชิกพรรคไทยรักไทย ผู้สมัครรับเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปดังกล่าวตามสถานที่ต่างๆ นั้น ในกรุงเทพฯ จ.เชียงใหม่ จ.สงขลา จ.ตรัง จ.ขอนแก่น และจังหวัดอื่นๆ หลายแห่งในเขตเลือกตั้ง ชักชวนประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งที่ไปฟังการปราศรัย และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางสื่อมวลชนทุกแขนง ชักจูงให้ประชาชนไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองใดที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปทุกเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 44(5) เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ และอาจเป็นการกระทำอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3)
        ข้อ 2 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 เวลากลางวัน ซึ่งเป็นวันเวลาที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 และให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 นายทักษนัย สมาชิกผู้ถูกร้องที่ 1 และเป็นผู้ช่วยดำเนินงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายสาทิตย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ซึงเป็นกรรมการบริหารผู้ถูกร้องที่ 1 ได้นำนางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ไปสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตเลือกทั้งที่ 1 2 และ 4 จังหวัดตรัง ตามลำดับ ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งของสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 โดยบุคคลดังกล่าวได้รับเงินค่าสมัคร และค่าใช้จ่ายจากนายทักษนัย แต่ต่อมาผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 2 และ 4 จังหวัดตรัง ตรวจสอบพบว่านางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนเนื่องจากเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ครบ 90 วัน หลังจากนั้นนายสุเทพ นายถาวร และกรรมการบริหารผู้ถูกร้องที่ 1 กับพวก ได้จัดแถลงข่าวที่กรุงเทพมหานครกล่าวหาว่า พรรคไทยรักไทย เป้นผู้ว่าจ้างให้นางสาวนิภา นางรัชนู และนายสุวิทย์ ลงสมัครรับเลือกตั้งอันเป็นเท็จ ซึ่งความจริงแล้วมีพยานหลักฐานน่าเชื่อได้ว่านายสาทิตย์ มีส่วนรู้เห็นให้การสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายทักษนัยกระทำความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้บุคคลทั้งสาม ซึ่งไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยรู้อยู่แล้วว่า ตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมาหกษัติรย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดกฎหมาย หรือความสงเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66(2) (3)   
       
       3.เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2549 เวลาประมาณ 13.00น.ซึ่งอยู่ในระหว่างวันเวลาที่มีการเลือกตั้งทั่วไปตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 นายไทกร ในฐานะตัวแทนของนายสุเทพ เลขาธิการพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ได้ว่าจ้างให้นายวรรธวริทธิ์ หัวหน้าพรรคชีวิตที่ดีกว่า จัดให้มีการแถลงข่าวใส่ร้ายนายสุวัจน์ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างสมาชิกพรรคชีวิตที่ดีกว่า ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการใส่ร้ายด้วยความเท็จให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของนายสุวัจน์ หรือพรรคไทยรักไทย เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (5) เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการกระทำอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66(2) และ(3) 
        
       4.เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 คณะกรรมการการเลือกตั้ง มิได้ประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.สงขลา หลายเขต เนื่องจากมีผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงคนเดียว และได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.สงขลา ใหม่ และกำหนดให้เปิดรับสมัครในวันที่ 8 และวันที่ 9 เมษายน 2549 ครั้นต่อมา วันที่ 9 เมษายน 2549 เวลาประมาณ 15.30 น. นายชูชาติ ประทานธรรม ได้นำนางสาวปัทมา นายเกษมสันต์ และนายนิติธรรมวัฒน์ สมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 ที่ถูกพรรคคนขอปลดหนี้ ไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.สงขลา แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่อาคารรับสมัครภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตภาคใต้ จ.สงขลา ได้มีนายถาวร รองเลขาธิการ และกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 นายวินัย นายวิรัตน์ นายเจือ และนายประพร ร่วมกับนายชาลี คนสนิทของนายไตรรงค์ รองหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 นายคณิต รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขารูปช้าง และนายนิสิต สมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ร่วมกันขัดขวางการสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนางสาวปัทมา นายเกษมสันต์ และนายนิติธรรมวัฒน์ อันเป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการกระทำอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) 
        
       การกระทำดังกล่าวตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 เป็นการกระทำของหัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 กรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ซึ่งการกระทำในการดำเนินกิจการทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกร้องที่ 1 เพื่อประสงค์มิให้การเลือกตั้งทั่วไปตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 และเพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 ดำเนินการไปได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2540 เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการกระทำอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยอาศัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2540 มาตรา 107, 136, 144, 145, 321, 328 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) มาตรา 67 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 29, 30, 31, 74 มาตรา 100 ขอให้มีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 เนื่องจากผู้ถูกร้องที่ 1 โดยนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค ในฐานะเป็นผู้แทนของผู้ถูกร้องที่ 1 รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรค ได้กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ และกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (2) และ (3) และขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 ข้อ 3 
        
       ผู้ถูกร้องที่ 1 ยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาและแก้ไขคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา สรุปความได้ว่า   
        
       ข้อที่ 1 ประเด็นข้อกล่าวหากรณีที่ 1 เรื่องการปราศรัยใส่ร้ายความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมนั้น ผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างเข้มแข็งตลอดมา ผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้บัญญัติคำว่า ระบอบทักษิณ แต