รวมบทความ "นานาทัศนะกับรัฐธรรมนูญไทย"

จัดทำโดย ศูนย์ศึกษาวิจัยการเมืองไทย Thai Politics Research Center

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


สวัสดิการกับความเป็นไปได้ทางการคลัง                      โดย อรุณี สัณฐิติวณิชย์

การเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องไกลตัว                                 โดย สรัล ราชซ้าย

รัฐธรรมนูญช่องทางสู่รัฐสวัสดิการ หรือแค่คำสวยหรู           โดย ธีระพล เกรียงพันธุ์

พุทธศาสนากับรัฐธรรมนูญ                                     โดย ทิชา ทิมพูล

มิติอื่นๆ ในสิทธิเด็ก                                            โดย กมลวรรณ เริงสำราญ

สภาองค์กรท้องถิ่น : ควรมีหรือไม่                             โดย จิรายุ ชาญเลขา

ส.ว.ไทย...เลือกตั้ง หรือสรรหา?                              โดย นิดาพร นาประดิษฐ์

ภาษี....พวงมาลัยจากแม่ยก                                   โดย จันทร์อนงค์ ไตรทิพย์รุ่งโรจน์

To make matters better or worse?                   by Miss Supansa Surakong

อะไรคือความภูมิใจของพวกเรา?                               โดย ดารินทร์ วิชระอนนท์

Download บทความทั้งหมดที่นี่

สวัสดิการกับความเป็นไปได้ทางการคลัง

โดย อรุณี สัณฐิติวณิชย์ รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

 สวัสดิการกับความเป็นไปได้ทางการคลัง

                "เราอยากได้รับการศึกษาฟรี จนจบปริญญาตรี เราต้องการสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาล และได้ยารักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เราต้องการสวัสดิการที่ทำให้ผู้สูงอายุมีชีวิตอย่างมีความสุข เราต้องการที่อยู่อาศัยและที่ทำกินที่มั่นคง เราต้องการให้รัฐประกันการมีงานทำ" นี่คือเสียงเรียกร้องของประชาชนที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ต้องการให้รัฐจัดสวัสดิการต่างๆ เพื่อเป็นหลักประกันในชีวิตของคนไทย

                จากประสบการณ์ของเราที่ผ่านมา ความต้องการของเราข้างต้นอาจได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล เราคาดหวังคุณภาพชีวิตที่ดีจากนโยบายของพรรคการเมืองในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่ง แท้จริงแล้ว ตามแนวคิดของรัฐสวัสดิการ ถือว่า การจัดสวัสดิการเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่มีผลผูกพันให้รัฐต้องจัดบริการทางสังคม และคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชน ตั้งแต่เกิดจนตาย

                ยิ่งรัฐบาลที่ผ่านมาเดินตามแนวคิดเศรษฐกิจทุนนิยมของตะวันตก ที่เน้นการเติบโตของ GDP ของลัทธิบริโภค และทำให้คนที่มือยาวกว่าสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากกว่า ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมของคนรวย คนจนเห็นชัดมากขึ้น คนที่จนก็จนลงอีก ส่วนคนที่รวยก็รวยขึ้นมหาศาล ทำให้รัฐต้องเพิ่มสวัสดิการที่จำเป็นให้กับประชาชนทุกช่วงวัย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของรัฐสวัสดิการ ที่รัฐมีหน้าที่จัดบริการสาธารณะเพื่อสนองความต้องการและความจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

                เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว นั่นหมายถึงรัฐกำลังบอกเราว่าเราจะได้สวัสดิการอะไรจากรัฐบ้าง มิใช่จากรัฐบาลที่เราเลือก ทั้งนี้รัฐบาลทุกรัฐบาลไม่เคยบอกว่าสิ่งที่รัฐทำให้เรานั้นเอาเงินที่ไหนมาจัดทำ ดังนั้น เมื่อเราจะได้อะไรจากรัฐ เราก็ควรรู้ว่ารัฐจะเอาเงินจากไหนมาให้เรา ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นภาษีที่เราจ่ายให้รัฐ

                ทั้งนี้ รายได้ของรัฐส่วนใหญ่ก็มาจากเงินภาษีที่เราทุกคนจ่ายไปเพื่อให้รัฐจัดบริการสาธารณะและสวัสดิการต่างๆ ที่จำเป็นต่อคุณภาพชีวิต ภาษีมีทั้งภาษีทางตรงที่เก็บในอัตราก้าวหน้า ที่เก็บกับผู้มีรายได้โดยตรง ซึ่งผู้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือผู้ที่ทำงานกินเงินเดือนในองค์กรต่างๆ และภาษีทางอ้อมที่เก็บจากผู้บริโภคหน่วยสุดท้าย ซึ่งเราทุกคนต้องเสียแทนผู้ผลิต หรือผู้ให้บริการ ที่ผู้ขายบวกรวมในราคาสินค้าแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้คนรวยและคนจนต่างก็เสียภาษีทางอ้อมในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐมาจากภาษีทางอ้อมมากว่าภาษีทางตรง ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน มีมากขึ้นจากการจัดโครงสร้างภาษีอย่างไม่เป็นธรรม  

                จากประสบการณ์ของกลุ่มประเทศแถบยุโรป ได้ใช้ระบบภาษีในอัตราก้าวหน้ามาแก้ไขปัญหา การเหลื่อมล้ำของคนในสังคม ซึ่งหมายถึง การเก็บภาษีจากคนรวยในอัตราที่สูงกว่าคนจนมาก การเก็บเงินประกันสังคมสำหรับคนที่มีงานทำ ซึ่งจะหักตามสัดส่วนของรายได้ และเก็บภาษีจากคนจนน้อยหรือไม่เก็บเลย ซึ่งประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงระบบภาษี ให้เก็บภาษีจากคนรวยได้มากขึ้น โดยระบบภาษีอัตราก้าวหน้า เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีที่ได้จากการขายหุ้น เป็นต้น

                อนิจจา การออกพระราชบัญญัติเกี่ยวกับภาษี จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนราษฎรของปวงชนชาวไทย ที่ล้วนแต่เป็นผู้มีฐานะมั่งคั่ง มีมรดก มีที่ดิน ในครอบครองเป็นจำนวนมาก ทำให้ประเทศไทยไม่มี กฎหมายภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ในอัตราก้าวหน้าเลย ดังนั้น ระบบภาษีอัตราก้าวหน้าจะเกิดไม่ได้ หากเราทุกคนไม่ช่วยกันเรียกร้องให้ผ่านกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย เพื่อให้มีเงินมาใช้จัดบริการสาธารณะให้เรา

                เมื่อเรารู้ที่มาที่ไปของเงินแล้ว เราต้องตัดสินใจว่า เราสามารถกำหนดความต้องการที่จะได้รับสวัสดิการต่างๆ จากรัฐในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศมากน้อยเพียงใด เพราะการกำหนดเรื่องสวัสดิการต่างๆ ไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะส่งผลให้โครงสร้างรายจ่ายของรัฐบาลด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตสูงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งจะเป็นผลบังคับให้ไม่ว่ารัฐจะจัดเก็บรายได้หรือภาษีเพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็จะต้องจัดสรรเงินเป็นรายจ่ายประเภทดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนดไว้

                ในมุมของประชาชน ไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ หรือเศรษฐกิจจะเจริญเติบโต ไม่ว่าเราจะมีรายได้มากหรือน้อย เราก็ยังคงได้รับสวัสดิการต่างๆ จากรัฐตามที่กฎหมายกำหนด

                แต่ในมุมของรัฐ ในสภาวะเศรษฐกิจเจริญเติบโต รัฐเก็บภาษีได้มาก ก็ไม่มีปัญหา แต่ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือถดถอย รัฐเก็บภาษีได้น้อย แต่ต้องจ่ายเท่าเดิมหรืออาจจะมากขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดวินัยทางการคลังได้ รัฐบาลจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายให้เพียงพอ ทำให้เกิดหนี้สาธารณะที่เป็นภาระของเราทุกคน รวมไปถึงลูกหลานของเราที่จะเกิดมาในอนาคตด้วย

                ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นคือ เราต้องรู้ว่าการที่เราจะได้สวัสดิการต่างๆ จากรัฐนั้นเราต้องจ่ายเงินเท่าไร เช่น การได้รับการศึกษาจนจบระดับปริญญาตรีต้องใช้เงินภาษีคนละกี่บาท เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ และเราต้องไม่ลืมว่าทุกอย่างที่เราได้มาเกิดขึ้นจากการที่เราพึ่งตนเอง เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาฟรีๆ แม้แต่เสรีภาพของเรา   

_________________________________
 

บรรณานุกรม

กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล. "รัฐสวัสดิการ อนาคตที่ต้องร่วมกันสร้าง". ผู้จัดการรายวัน, 9 ตุลาคม 2549 [http://www.ftawatch.org].

เครือข่ายเยาวชนเสนอการพัฒนาการเมืองไทย. "ชูประชาธิปไตยทางการเมือง และเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการ". 26 กุมภาพันธ์ 2550. [http://www.thaingo.org]

โครงการวิถีใหม่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย. 2546. "การพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี: องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยกะปิ จังหวัดชลบุรี".

จรัส สุวรรณมาลา. 2546. ระบบงบประมาณและการจัดการแบบมุ่งผลสำเร็จในภาครัฐ: ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพลเมืองยุคใหม่. กรุงเทพฯ: ธนธัชการพิมพ์.

นันทวัฒน์ บรมานันท์. "รัฐสวัสดิการ". 17 กันยายน 2549. [http://www.pub-law.net].

สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและระหว่างประเทศ. "บทวิเคราะห์เรื่อง การดำเนินนโยบายการคลังและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย". 27 ตุลาคม 2549.

วรวิทย์ เจริญเลิศ. แนวคิดเกี่ยวกับการประกันสังคม: ประสบการณ์ของรัฐสวัสดิการในยุโรป. วันที่สืบค้น 15 มิถุนายน 2550.

อนุสรณ์ ธรรมใจ. "พลวัตเศรษฐกิจ". กรุงเทพธุรกิจ, 11 สิงหาคม 2549. [http://www.nidambe11.net].

_________________________________

การเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องไกลตัว

โดย สรัล ราชซ้าย ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องไกลตัว

                การเลือกตั้งกับสังคมไทยมีความผูกพันกันมาอย่างช้านาน ถือเป็นการแสดงออกหรือเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ช่วงชีวิตของเราเคยผ่านการเลือกตั้งกันมาแล้วกี่ครั้งบ้าง หากจะนับกันเป็นจำนวนครั้งคงไม่สามารถนับได้ครบถ้วนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในช่วงเรียนหนังสือ เช่น เลือกตั้งหัวหน้าห้อง ประธานนักเรียน ประธานรุ่น ประธานกิจกรรม นายกบริหารองค์การนิสิต ฯลฯ เป็นต้น หรือการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น เช่น การเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล/จังหวัด เป็นต้น รวมไปถึงการเลือกตั้งในระดับประเทศ เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นต้น ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของการเลือกตั้งเท่านั้น

                ดังนั้นแม้ว่าบางคน/บางความคิดจะมองว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ไกลตัว เป็นเลือกของชนชั้นปกครองหรือผู้คนที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้นที่ควรจะรู้ ส่วนคนธรรมดาที่เป็นคนส่วนใหญ่ของบ้านเมืองนี้ยังต้องหาเช้ากินค่ำตั้งหน้าตั้งตาต่อสู้ดิ้นรนเลี้ยงชีพไปวันๆ อาจไม่มีสิทธิหรือไม่มีเวลาที่จะคิดถึงเรื่องการเลือกตั้งเลยก็เป็นได้ ควรจะต้องเปลี่ยนความคิดหรือลองมองในอีกมุมหนึ่งดูบ้างว่าจริงๆแล้วการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะต้องรับรู้และเป็นหน้าที่ร่วมกันตามที่บัญญัติไว้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะในท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวดังกล่าวก็จะย้อนกลับมาหาเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าเราอาจจะอ้างว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเลยสักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่การที่เราอยู่ภายใต้สังคมที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่สามารถที่จะพ้นจากความรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดตามมาได้

                หากพิจารณากระบวนการ ขั้นตอน และระบบการเลือกตั้งที่ใช้ในประเทศต่างๆ ในรายละเอียดแล้ว เราอาจแยกระบบการเลือกตั้งออกได้นับเป็นสิบหรือร้อยระบบ แต่หากพิจารณาถึงพื้นฐานแนวความคิดร่วมกันของระบบการเลือกตั้งที่ใช้บังคับอยู่จริง เราอาจแยกระบบการเลือกตั้งออกได้เป็น 2 ระบบใหญ่ๆ คือ การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก และการเลือกตั้งระบบสัดส่วน[1]

การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก

                โดยหลักการแล้วรัฐใดใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก รัฐนั้นจะมีการแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็นหลายเขตโดยแต่ละเขตการเลือกตั้งมีขนาดใกล้เคียงกัน  ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง  ได้แก่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุดในเขตการเลือกตั้งที่ตนลงสมัคร  ในกรณีที่ในเขตการเลือกตั้งนั้นมีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งหลายคน  ผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งอาจได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงทั้งหมดของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  เช่นได้คะแนนเพียงร้อยละสามสิบห้าของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น การเลือกตั้งในระบบนี้ที่เรียกกันว่าการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์  มีผลในการสร้างระบบสองพรรคการเมืองขึ้นมา ตัวอย่างของประเทศที่ใช้การเลือกตั้งในระบบนี้  ได้แก่ สหราชอาณาจักร ซึ่งมีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือพรรคแรงงาน (Labour) และพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative)

                นอกจากการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์แล้ว ยังมีการเลือกตั้งอีกแบบหนึ่งซึ่งถือว่าอยู่ในประเภทของการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากเช่นกัน ซึ่งได้แก่ การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากเด็ดขาด ในการเลือกตั้งระบบนี้รัฐอาจใช้เทคนิคการเลือกตั้งได้  2  วิธีด้วยกัน  วิธีแรก  รัฐแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็นหลายเขตขนาดใกล้เคียงกัน  แต่ละเขตมีผู้แทนได้หนึ่งคน ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีคะแนนเสียงคนละ  2  คะแนน  คะแนนเสียงที่หนึ่งเป็นคะแนนเสียงแท้  ส่วนคะแนนเสียงที่สองเป็นคะแนนเสียงสำรองซึ่งจะนำมาใช้คำนวณในกรณีที่นับคะแนนเสียงที่หนึ่งแล้ว  ยังไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด  ได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด  คือ  เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  เราเรียกวิธีการนี้ว่า  "alternative vote system"   วิธีที่สอง  รัฐอาจกำหนดให้มีการเลือกตั้งรอบที่สอง  ในกรณีที่ไม่ปรากฏว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดในการเลือกตั้งรอบแรก  การเลือกตั้งในรอบที่สองนี้  รัฐจะกำหนดให้เฉพาะผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด  2  ลำดับแรกในการเลือกตั้งรอบแรก  เป็นผู้มีสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งรอบที่สอง  โดยเหตุดังกล่าวการเลือกตั้งในรอบที่สอง  จะนำไปสู่การแบ่งกลุ่มและการต่อสู้ทางการเมืองเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้ง  2  คนเท่านั้น ในกรณีนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนเสียงไม่มากพอที่จะแข่งขันได้ในรอบที่สองอาจจะหันไปสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งในรอบที่สองคนใดคนหนึ่ง และเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ขาดชัยชนะของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นได้  นอกจากที่กล่าวมานี้  รัฐอาจจะกำหนดให้การเลือกตั้งรอบที่สองเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งมากกว่า 2 คนก็ได้  เช่น  กำหนดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดที่ได้คะแนนเสียงในรอบแรกเกินกว่าร้อยละสิบห้าของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  ย่อมมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง  ในการเลือกตั้งรอบที่สองได้  ในกรณีนี้การเลือกตั้งในรอบที่สอง  ย่อมใช้ระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์  ผู้ที่ได้คะแนนมากที่สุดในการเลือกตั้งรอบที่สองถือว่าเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง  การเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากเด็ดขาดได้รับการปฏิบัติโดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ในสาธารณรัฐฝรั่งเศส

                การเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมาก ผู้ได้รับเลือกตั้งย่อมผูกพันกับคนในพื้นที่ยิ่งกว่าผูกพันกับพรรคการเมืองที่ส่งตนลงสมัครรับเลือกตั้ง ในระบบนี้พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่  ซึ่งไม่มีผู้ที่เคยเป็นผู้แทนราษฎรอยู่ในสังกัดมีโอกาสไม่มากนักในการที่จะชนะการเลือกตั้ง  นอกจากนี้หากพิจารณาในแง่ของน้ำหนักคะแนนเสียงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งในที่สุดพ่ายแพ้การเลือกตั้งนั้น จะพบว่าคะแนนเสียงดังกล่าวเป็นคะแนนเสียงที่ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาแม้แต่น้อย  เราอาจกล่าวได้ว่าในการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก เฉพาะคะแนนเสียงที่ลงให้แก่ผู้ชนะการเลือกตั้งเท่านั้น ถือว่าเป็นคะแนนเสียงแทนคะแนนอื่นๆ ในเขตการเลือกตั้งนั้นทั้งหมด

การเลือกตั้งระบบสัดส่วน

                โดยหลักการแล้วในการเลือกตั้งระบบสัดส่วน  พรรคการเมืองต้องทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเรียงตามลำดับเสนอแก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  เพื่อให้ประชาชนพิจารณาลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมืองนั้น  เมื่อมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้ว  จะมีการคำนวณจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้รับ  ทั้งนี้  ตามสัดส่วนของคะแนนเสียงที่ประชาชนออกเสียงลงคะแนนให้แก่พรรคการเมืองนั้น ๆ  โดยกระบวนการนี้สภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นเสมือน  "กระจก" สะท้อนภาพของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคม ในการจัดการเลือกตั้งระบบสัดส่วนนี้รัฐอาจกำหนดให้พรรคการเมืองทำบัญชีรายชื่อเพียงบัญชีเดียว ทั้งนี้ โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง หรืออาจกำหนดให้มีเขตการเลือกตั้งหลายเขต และให้พรรคการเมืองทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตามจำนวนเขตเลือกตั้งที่กำหนดก็ได้

                การเลือกตั้งระบบสัดส่วนมีหลายรูปแบบ แม้กระทั่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2540 รัฐธรรมนูญได้กำหนดระบบการเลือกตั้งไว้ในมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ดังนี้

                "สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีราชชื่อตามมาตรา 99   จำนวนหนึ่งร้อยคน   และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามมาตรา 102   จำนวนสี่ร้อยคน"

                เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรานี้  ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 99 วรรคหนึ่ง  และมาตรา 102 วรรคหนึ่ง จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญได้นำเอาการเลือกตั้งระบบสัดส่วนมาผสมกับการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก ทั้งนี้โดยกำหนดที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น 2  ส่วน คือส่วนที่มาจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองและส่วนที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น แต่ละคนจะได้รับสิทธิในการออกเสียงเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  2  คะแนนเสียง  คะแนนเสียงที่หนึ่งเป็นคะแนนเสียงสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตของตน อีกคะแนนเสียงหนึ่งเป็นคะแนนเสียงสำหรับบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น ในการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้คะแนนเสียงทั้งสองต้องสัมพันธ์กันแต่อย่างใด กล่าวคือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจใช้สิทธิเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคการเมือง  ก  ในเขตเลือกตั้งของตน ขณะเดียวกันก็อาจใช้สิทธิลงคะแนนเสียงให้แก่บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง  ข  ก็ได้ นอกจากนี้ในการคำนวณหาจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองนั้น  รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดความสัมพันธ์ของคะแนนทั้งสองประเภทไว้แต่อย่างใด  แต่กำหนดโดยปริยายให้แยกคำนวณอย่างเด็ดขาด

                ระบบการเลือกตั้งแบบเดิม(ระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อตามหลักการของรัฐธรรมนูญปี 2540)เป็นแบบที่ผู้ชนะได้ไปทั้งหมด ส่วนผู้แพ้ไม่ได้อะไรเลย เช่น ในเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 100,000 คน ผู้ที่ชนะได้ 35,000 คะแนน ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นตัวแทนของคนที่เลือก 35,000 คน ส่วนคนที่เหลืออีก 65,000 คนเลือกคนอื่นๆแต่แพ้การเลือกตั้ง ดังนั้น คะแนนการเลือกของเขาจงไม่มีความหมาย หรือเท่ากับเป็นการสูญเปล่าไปเลย แต่ในระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน(ระบบสัดส่วนตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ฉบับแรก)ทุกคะแนนที่เลือกจะถูกนำไปคำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะได้รับการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงทำให้ผู้ที่ไปออกเสียงเลือกตั้งทุกคนมีสิทธิในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปทำหน้าที่แทนตนในสภาเท่าเทียมกันทุกคน สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่แพ้ในการเลือกตั้งก็ยังมีโอกาสที่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามแบบบัญชีสัดส่วนได้[2]

                นอกจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เราก็ยังมีประเด็นที่ถกเถียงกันในเรื่องของที่มาของสมาชิกวุฒิสภาว่าควรมาจากการสรรหาหรือเลือกตั้ง ที่ผ่านมาในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เราเคยใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาแล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่หลังจากนี้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาอาจต้องมาจากการสรรหาและการเลือกตั้งผสมกัน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่เราทุกคนที่มีสิทธิในการเลือกตั้งจะต้องรับทราบไว้เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจในการปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ของตนเอง เพราะในท้ายที่สุดไม่ว่าเราจะไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม ผู้ที่จะเข้าไปเป็นตัวแทนจากการเลือกตั้งในระดับต่างๆก็ถือเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนของเราเช่นเดียวกัน

                ท่ามกลางความขัดแย้งในทางความคิดและอุดมการณ์ในสังคมไทย ที่แทบจะมองไม่เห็นถึงทางออกของปัญหาดังกล่าว การใส่ร้ายป้ายสีหรือหาเหตุผลมาถกเถียงเอาชนะกันก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดและอุดมการณ์ของอีกฝ่ายได้ ถ้าเราทุกคนลองมองย้อนกลับไปจะพบว่าความขัดแย้งดังกล่าวอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านานแล้ว หากแต่ที่ไม่เกิดปัญหาเหมือนเช่นทุกวันนี้ก็เพราะว่ายังมีทางออกคือ "ระบบ" ที่ยังคงอยู่ และระบบดังกล่าวก็คือ "การเลือกตั้ง" ซึ่งถือเป็นเวทีในการตัดสินความขัดแย้งทางความคิดและอุดมการณ์ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ฝ่ายใดที่พ่ายแพ้ย่อมต้องหาหนทางที่จะกลับมาเอาชนะให้ได้ แต่หนทางที่จะกลับมาเอาชนะก็ต้องดำเนินอยู่ภายใต้ระบบ กาลเวลาที่ผ่านมาคงทำให้เราหลายคนพบว่าการทำลายระบบไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา หากแต่เป็นการปิดทางออกของปัญหาจนทำให้ทุกฝ่ายต่างบอบช้ำพอๆกัน จนท้ายที่สุดแล้วประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราก็จะถูกทำร้ายโดยทางอ้อมจากวิธีการที่บางกลุ่มเรียกว่าการแก้ปัญหา ดังนั้นการเลือกตั้งจึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวของพวกเราทุกคนอีกต่อไปเพราะเราถือเป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่จะช่วยหาทางออกให้กับสังคมไทยในยามนี้ได้

_________________________________
 

[1] http://www.nccc.go.th/constitution/NewsUpload/39_1_acharnvorachet01.doc

[2] http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q3/2007june05p4.htm

รัฐธรรมนูญช่องทางสู่รัฐสวัสดิการ หรือแค่คำสวยหรู

โดย ธีระพล เกรียงพันธุ์,สสบ.เกียรตินิยมอันดับ 1 ธรรมศาสตร์,นิสิตภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 รัฐธรรมนูญช่องทางสู่รัฐสวัสดิการ หรือแค่คำสวยหรู

ทำไมต้องมีสวัสดิการ

                จุดมุ่งหมายสูงสุดของการมีสวัสดิการ(Social welfare) คือ อยู่ดีมีสุขของประชาชน Well being โดยการมีสวัสดิการนั้นเกิดมาขึ้นพร้อมกับการมีรัฐ ที่ทำให้พันธกิจที่รัฐพึงมีต่อประชาชน คือ การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนให้ไม่เดือดร้อน คุ้มครองและให้หลักประกันในสวัสดิภาพของประชาชน ดังนั้น หน้าที่ของรัฐที่มีต่อประชาชนประการหนึ่งนอกเหนือไปจากการดูแลรักษาความสงบเป็นปกติสุขของบ้านเมือง ตลอดจนการป้องกันประเทศ ก็คือ ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี

                เป็นที่ทราบกันดีว่าการวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์จากกลุ่มชนเผ่า จนกระทั่งมาเป็นรัฐ เป็นสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้นนั้น มาจากเหตุที่พื้นฐานของมนุษย์เป็นสัตว์สังคมจึงเชื่อว่าปัญหาของบุคคลที่ไม่สามารถแก้ไขได้ จะทุเลาเบาบางลงไป ก็ต่อเมื่อเกิดการรวมตัวกันเป็นสังคม มีระบบ มีรัฐ มีผู้ปกครอง มีพลังจากสังคมในการขับเคลื่อนภารกิจบางประการที่ในระดับบุคคลไม่สามารถกระทำได้โดยลำพัง

                ปัญหาดังกล่าว คือ ปัญหาที่ทุกชีวิตของคนเราต้องเผชิญ อันได้แก่ การเกิด แก่ เจ็บ และตายเป็นพื้นฐาน รวมถึงความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน เช่น อุบัติเหตุ การตกงาน อุบัติเหตุจากการทำงาน ภัยธรรมชาติ ภัยจากอาชญากรรม ฯลฯ เหล่านี้ เราเรียกรวมว่า "ความเสี่ยง"  หรือในทางศาสนาพุทธ เรียกว่า "ความทุกข์" นั่นเอง

                ทำอย่างไรจึงจะลดความเสี่ยง ทำอย่างไรจึงจะกระจายความเสี่ยง ระบบที่จะมารองรับความเสี่ยงที่มนุษย์ไม่อาจคาดเดาได้ ก็คือ การมีระบบสวัสดิการ เพื่อบรรเทาหรือลดความไม่แน่นอนใดๆอันอาจเกิดแก่มนุษย์ได้ ดังนั้น ระบบสวัสดิการสังคมจึงต้องเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับการมีรัฐ ว่ารัฐนั้นจะให้หลักประกันในการคุ้มครอง รับรอง และเยียวยา บรรดาความเสี่ยงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นแก่ราษฎรให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความมั่นคง อันจะนำไปสู่ความอยู่ดีมีสุขได้นั่นเอง

สวัสดิการสังคมคืออะไร

                สวัสดิการสังคม (Social Welfare) หมายถึง ระบบการจัดบริการทางสังคมซึ่งเกี่ยวกับการป้องกัน การแก้ไขปัญหา การพัฒนา และการส่งเสริมความมั่นคงทางสังคม เพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้อย่างทั่วถึง เหมาะสม เป็นธรรม และให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัย การทำงานและการมีรายได้ นันทนาการ กระบวนการยุติกรรม และบริการทางสังคมทั่วไป โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิที่ประชาชนจะต้องได้รับ และการมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคมทุกระดับ[1]

                จากคำนิยาม แสดงให้เห็นถึงระดับของการจัดสวัสดิการ ว่ามีหลายระดับ จากระดับป้องกัน แก้ไข พัฒนา และส่งเสริม ดังนั้น การจัดสวัสดิการจึงมีความรอบด้าน หลากหลาย ทำให้บริการที่จัดให้มีนั้น ต้องมีอย่าง "ครบวงจร" หรือเป็นองค์รวม (Holistic) และเป็นรูปธรรมนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

การมีสวัสดิการสังคมต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไร

                การจัดให้มีบริการทางสังคมใดๆได้นั้น ปัจจัยสำคัญอันดับแรกคือ ปัจจัยทุน ในที่นี้หมายถึงเงิน รัฐต้องพิจารณาว่าในสภาพการณ์ขณะนั้นประเทศทีเงินมากน้อยเพียงใดและเพียงพอสำหรับการจัดบริการในรูปแบบใด เพราะถ้าแม้ว่ารัฐบาลจะมีสัญญาประชาคมไว้อย่างเลิศหรูว่าจะจัดให้มีบริการทางสังคมต่างๆ อย่างดีเยี่ยม ครอบคลุม ทั่วถึง เป็นธรรมมากเพียงใด แต่สภาพเงินในกระเป๋าของประเทศไม่เอื่ออำนวยแล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีตามสัญญา จึงกลายเป็นเพียงลมปากของ "นักเลือกตั้ง" ที่ไม่มีความจริงใจต่อประชาชน

                กล่าวคือ ประเทศนั้นๆ ต้องการพัฒนาประเทศไปในแนวทางใด มีปรัชญาแห่งรัฐว่าอย่างไร หรือเป็นการตั้งคำถามว่า การมีรัฐนั้นมีไปเพื่ออะไร เช่น ถ้าตอบว่าเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร และสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประเทศและประชาชน แนวนโยบายก็อาจเน้นไปที่การพัฒนากระแสหลักที่เอาทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เป็นตัวนำ เอาเศรษฐกิจนำหน้า การให้บริการทางสังคมก็เน้นไปที่การอำนวยความมั่งคั่งเป็นหลัก

                กลับกันถ้าบอกว่าแนวนโยบายแห่งรัฐนั้นเป็นไปเพื่อความอยู่ดีมีสุขแบบพอเพียงตามอัตถภาพ รู้จักประมาณตน และใช้เหตุผลในการขับเคลื่อนประเทศ การให้บริการทางสังคมก็จะไปในแนวสนับสนุน ส่งเสริมให้คนช่วยเหลือตนเองได้ตามทุนเดิมที่มีอยู่ หรือกล่าวอุปมา อุปมัยว่าสนับสนุนให้คนใช้เบ็ดตกปลาหาเลี้ยงตนเองได้เป็น และรัฐมีหน้าที่นับสนุนโดยดูว่ามีแหล่งให้ประชาชนได้แสวงหาทรัพยากรหรือไม่ เท่านั้น  หาได้เป็นผู้ป้อนความมั่งคั่งให้แก่ประชาชนไม่

                หมายถึง ความสอดคล้องในข้อตกลงระหว่างกลุ่มตัวแสดงต่างๆในกระบวนการนโยบาย ว่ามีความสอดคล้องกันไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ เช่น ฝ่ายข้าราชการเห็นควรให้มีการเก็บภาษีจากผู้ประกอบการณ์หรือแรงงานนอกระบบ เช่น บรรดาหาบเร่แผงลอย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร ฯลฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้เข้าประเทศ แต่ฝ่ายการเมืองไม่เห็นด้วยเพราะกลัวเสียคะแนนเสียง ก็ทำให้บรรดาสวัสดิการต่างๆที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนถูกชะลอออกไป

                หมายถึงกระแสโลก ณ ขณะนั้น เช่นประเด็นเรื่องสิทธิของผู้ป่วยในการเรียกร้องค่าเสียหายจากความผิดพลาดในการรักษาพยาบาล กำลังเป็นที่กล่าวถึงในเวทีโลก ดังนั้น ประเทศต่างๆก็ต้องพึงปฏิบัติ ปรับปรุงการให้บริการ สร้างระบบการตรวจสอบการให้บริการให้โปร่งใส คุ้มครองสิทธิ์ผู้รับบริการ เป็นต้น

                จะเห็นได้ว่าปัจจัยต่างๆนั้น ต้องไปด้วยกัน การจะมีสวัสดิการของรัฐมันมีที่มา มีปัจจัยหลายประการให้ต้องคำนึงถึง ที่สำคัญต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มีรัฐไปทำไม และประชาชนต้องการอะไรจากรัฐ สิ่งที่จะตอบได้คือ รัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญจะอำนวยความอยู่ดีมีสุขให้ประชาชนได้อย่างไร

                รัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นแม่บท เป็นตัวที่บอกถึงปรัชญาแห่งการมีอยู่ของรัฐนั้นๆ ต้องบอกถึงบรรทัดฐานทางสังคม (Norms) ของสังคมนั้นๆ ว่าประเทศจะเป็นไปในทิศทางไหน มีปรัชญาอะไร (State philosophy) เป็นตัวนำ โดยวางหลักการในเชิงปรัชญาเป็นแนวทาง ในขณะที่กฎหมายลูกอื่นๆ เป็นตัวกำหนดลงในรายละเอียด เช่น ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาตรา 43 บัญญัติไว้ว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย" นั่นเป็นการวางหลักและรับรองซึ่ง "สิทธิ์" ของประชาชนที่จะได้รับการบริการจากรัฐในเรื่องการศึกษา  โดยรัฐมี "หน้าที่" ต้องจัดให้ โดยมีเงื่อนไขในการจัดว่า ต้อง "ทั่วถึงและมีคุณภาพ" และรับรองว่าประชาชนจะ "ไม่เสียค่าใช้จ่าย"ในการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นเวลา12ปี

                นั่นเป็นการวางบรรทัดฐานเรื่องการศึกษาลงในรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็น่าจะเป็นไปตามนั้น ถ้าคนในสังคม "เห็นพ้องต้องกัน" ในบรรทัดฐานนั้นๆ ไม่น่าจะต้องมาตีความให้เป็นอื่นใดอีก ซึ่งหมายความว่า ถ้ารัฐธรรมนูญสะท้อน Norms ของสังคมอย่างแท้จริง แล้วการนำไปปฏิบัติก็จะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คือ รัฐต้องจัดสวัสดิการด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานฟรีให้แก่ประชาชนอย่างน้อย 12 ปีอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ แต่เมื่อมีการปฏิบัติจริงๆ กลับกลายเป็นว่า มันไม่ได้ฟรี มันฟรีแต่เฉพาะค่าเทอม แต่ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาอื่นๆประชาชนต้องแบกรับ จึงนำมาสู่ข้อเรียกร้องจากประชาชนและเครือข่ายต่างๆ ว่าให้แก้ไขเพิ่มเติมในตัวบทว่า  "โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น"

                นั่นแสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญที่ออกมา ไม่ได้สะท้อนNormsของสังคมที่แท้จริง เพราะยังจะต้องมีการมาตีความในหลากหลายมุมของวลีว่า "โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย" เพราะมันไม่ได้ไม่เก็บค่าใช่จ่ายอย่างแท้จริงอย่างที่ประชาชนเข้าใจ และคาดหวัง

                สะท้อนให้เห็นถึงว่า สังคมไทยจะมีรัฐธรรมนูญออกมามากมายหลายฉบับ และยิ่งมีความละเอียดในตัวบทมากขึ้น จนรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นกฎหมายลูกไป แทนที่กฎหมายสูงสูดจะบอกแต่เพียงปรัชญา และแนวทางกว้างๆ ที่สะท้อนบรรทัดฐานของสังคมอย่างแท้จริง ส่วนเรื่องในวิธีปฏิบัติควรจะไปอยู่ในกฎหมายลำดับรองลงไป กลับไม่เป็นเช่นนั้น สังคมไทยกำลังยึดเอารัฐธรรมนูญเป็นทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งถ้าสุดท้ายมีการล้มรัฐธรรมนูญทุกอย่างก็ต้องเริ่มใหม่อีก แล้วเมื่อใดประชาชนจะมีความอยู่ดีมีสุข

                ดังนั้นรัฐธรรมนูญจะอำนวยความอยู่ดีมีสุขให้ประชาชนได้หรือไม่ นั้นต้องย้อนไปถึงผู้ร่างรัฐธรรมนูญว่าคนเหล่านั้น เป็นตัวแทนที่ดีของบรรทัดฐานทางสังคมนั้นๆหรือไม่ หรือผู้ร่างเป็นเพียงตัวแทนบรรทัดฐานของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้สะท้อนบรรทัดฐาน และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ ฉะนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญสะท้อนความต้องการ ตลอดจนบรรทัดฐานของสังคมนั้นๆอย่างแท้จริงแล้ว การออกกฎหมายลูกเพื่อนำไปปฏิบัติ จะไม่มีการบิดเบือนไปจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและเกิดการบริหารที่เกิดขึ้นได้จริงภายใต้กรอบของกฎหมาย[2] ไม่ใช่เพียงข้อความสวยหรูที่ประชาชนกินไม่ได้

_________________________________

รายการอ้างอิง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2540.

ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่120 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2546.

Walter J.M. Kickert,editor.Public Management and Administrative Reform in Western Europe.sonderduck,1997.


[1] มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546.

[2] Konig Klaus,Walter J.M.Kickert,editor.Public Management and Administrative Reform in Western Europe.sonderduck,1997,P.229.

พุทธศาสนากับรัฐธรรมนูญ

โดย ทิชา ทิมพูล นิสิตหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พุทธศาสนากับรัฐธรรมนูญ

        พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีประวัติมายาวนาน โดยมีต้นกำเนิดที่ประเทศอินเดีย นับว่าเป็นศาสนาที่มีความสำคัญที่สุดในโลกศาสนาหนึ่ง มีผู้นับถือหลายร้อยล้านคนโดยเฉพาะในประเทศ ต่าง ๆ ทางเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียอาคเนย์ ปัจจุบันพบว่ามีผู้นับถือศาสนาพุทธทั่วโลกประมาณ 400 ล้านคน เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ถึง 100 ล้านคน ส่วนที่เหลือกระจายไปในประเทศต่างๆ เช่น ไทย ศรีลังกา พม่า และอินเดีย นอกจากนี้ยังพบว่าชาวยุโรป และอเมริกาหันมานับถือศาสนาพุทธกันมากขึ้น โดยให้เหตุผลว่าคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นสัจธรรมที่สามารถนำไปประพฤติปฏิบัติ และพิสูจน์ให้เห็นผลได้ตามหลักธรรมชาติ อันเป็นพื้นฐานแห่งความต้องการของชนชาวยุโรป และอเมริกาที่ชอบพิสูจน์ค้นคว้าหาความจริง จึงช่วยให้เกิดความสุขสงบสุขทางจิตใจมากกว่าอย่างอื่น อีกทั้งยังสามารถช่วยลดความรุนแรงทางด้านวัตถุนิยมของชาวตะวันตกได้ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชนชาวยุโรปและอเมริกานั้นเรียบง่าย และทำให้ลดปัญหาทางสังคมลงได้มาก ตามอัตราส่วนของชาวยุโรป และอเมริกาที่หันมานับถือพระพุทธศาสนาและได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นต้น

        สำหรับในประเทศไทย จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2548 ที่ทำการสำรวจการนับถือศาสนาของประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี พบว่าประชากรประมาณร้อยละ 94.8 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.47 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.73 นับถือศาสนาคริสต์ แต่ยังไม่มีสถิติอย่างเป็นทางการของจำนวนผู้นับถือศาสนาหรือลัทธิอื่นๆ ในประเทศไทย

        ในส่วนหลักธรรม คำสอนที่สำคัญของพระพุทธศาสนา เช่น อริยสัจ 4 สังคหวัตถุ 4 พรหมวิหาร 4 การทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธ์ ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธในประเทศไทยคุ้นเคย และยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ส่งผลให้คนไทยเป็นคนที่มีความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และทำให้สังคมไทยอยู่ร่วมกันมาได้อย่างสงบสุขท่ามกลางความหลากหลายทางศาสนาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา (นอกเหนือจากการมีกฎหมายบ้านเมืองบังคับ) จนประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม และเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา โดยไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะต้องบรรจุลงไปในรัฐธรรมนูญหรือไม่

        แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน กรณีที่มีพระสงฆ์และชาวพุทธบางกลุ่มออกมาเรียกร้องให้มีการบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ได้กลายเป็นประเด็นขัดแย้งที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในฝ่ายของผู้ที่สนับสนุนก็ได้กล่าวถึงข้อดีไว้ เช่น ในปัจจุบันสภาพสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้มีคนบางกลุ่มที่อาศัยพระพุทธศาสนาเป็นที่ทำมาหากิน มีพระไม่ดีเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา ดังนั้นการบรรจุพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญจะช่วยให้สามารถจัดการกับคนกลุ่มนี้ให้มีจำนวนลดน้อยลงได้ โดยการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากำกับดูแล และสนับสนุนให้การดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง เหมาะสม หรือทำให้สามารถยืนยันถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่เป็นดินแดนพระพุทธศาสนา ซึ่งคนทุกคนในประเทศมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาที่ตนศรัทธาได้โดยไม่ขัดแย้งกัน และได้สร้างการยอมรับมติของประชาคมโลกที่ยกย่องให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนาของโลก

        ส่วนทางฝ่ายที่คัดค้านก็เห็นว่าไม่ควรที่จะบรรจุไว้ด้วยเหตุผลนานาปการ เช่น นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประธานกรรมาธิการวิสามัญประสานงานการมีส่วนร่วมและการประชามติ ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ไว้ว่า " ตนไม่เห็นด้วย มีข้อเสียมากกว่า ศาสนาพุทธเป็นของสูง ไม่ควรนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะถึงแม้จะมีรัฐธรรมนูญ ในอนาคต อาจจะถูกฉีกได้ ดังนั้นอาจจะเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย ควรนึกถึงหลักธรรมให้มาก " หรือ การบัญญัติศาสนาพุทธลงไปในรัฐธรรมนูญ อาจจะก่อให้เกิดการแบ่งแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่าย ความสำคัญของการนับถือศาสนาพุทธนั้นอยู่ที่การปฎิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้ามากว่า และการระบุลงไปในรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า คนไทยจะมีศีลธรรม หรือจิตใจที่ดีขึ้น นอกจากนี้ บางส่วนก็ว่าน่าจะหันไปให้ความสำคัญกับการชำระพระธรรมวินัย การชำระสะสางเรื่องไม่ดีทั้งหลายในวงการพระสงฆ์ มากกว่า

        ในส่วนตัวของผู้เขียนบทความนี้ มิได้มีเจตนาที่จะฝักใฝ่ สนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นการเฉพาะ แต่ก็มีข้อสังเกตเพียงเล็กน้อย หลังจากได้ติดตามเรื่องนี้อยู่นาน ก่อให้เกิดหลายๆคำถามขึ้นในใจว่าถ้ามีแล้วจะเป็นอย่างไร และถ้าไม่มีอย่างที่เป็นมาในอดีตเป็นเพราะอะไร จึงอยากให้ผู้ที่ได้อ่านบทความนี้ทุกท่านลองคิดทบทวนและตอบคำถามที่ผู้เขียนสงสัยดูสิว่า ท่านเองก็สงสัยอย่างที่ผู้เขียนสงสัยใคร่รู้อยู่หรือไม่ ดังนี้

คำถามข้อที่ 1

        ถ้าบัญญัติไว้แล้วดี แล้วทำไมที่ผ่านมาตั้งแต่มี รธน.ฉบับปี 2475 (ผ่านมาแล้ว 16 ฉบับ) ถึงไม่เคยมีฉบับใดที่บัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเลย ทั้งๆที่กว่าที่จะร่าง รธน.ได้ในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคนๆเดียวร่าง หรือเป็นแบบหมู่คณะก็ล้วนแต่ประกอบไปบุคคลผู้ทำหน้าที่ร่าง รธน.ที่มีความรู้ในการร่างกฎหมายมหาชน ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ เป็นต้น มันน่าจะมีเหตุผลอะไรสักอย่างอันเป็นที่เข้าใจได้ว่าน่าจะมีปัญหาอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับผลกระทบทางศาสนาตามมาในภายหลังถึงไม่ได้บัญญัติไว้ก็น่าคิดจริงไหม

คำถามข้อที่ 2

        เคยคิดไหมว่าเมื่อมีกฎหมายแม่บท (รธน.) บัญญัติไว้แล้ว ก็ต้องมีกฎหมายลูกตามมาอีกมากมายในภายหลัง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสงฆ์กับฝ่ายฆราวาสได้ เพราะคนที่นั่งบัญญัติกฎหมายอยู่ในสภาก็ไม่ใช่พระสงฆ์นี่น่าจริงไหม

คำถามข้อที่ 3

        โดยหลักปกติแล้วการจัดการเกี่ยวกับสงฆ์จะขึ้นอยู่กับพระธรรมและพระวินัย หรือถ้าพระสงฆ์ทำความผิดก็มีกฎหมายต่างๆรองรับอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น พระเวลาทำผิดก็มีกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งรองรับการกระทำความผิดเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปอยู่แล้ว หรือบางทีพระสงฆ์ทำผิดพระธรรม พระวินัยก็อาจถึงขั้นปราชิก คือขาดจากความเป็นสงฆ์ พูดให้ง่ายๆก็คือถูกจับสึกนั่นเอง ฉะนั้น ถ้ามีกฎหมายลูกออกมาอีกก็อาจจะทับซ้อน ขัดหรือแย้งกับพระธรรมวินัยได้

คำถามข้อที่ 4

        พวกเราชนกลุ่มมากที่นับถือศาสนาพุทธเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่แล้ว ต้องคำนึงถึงหัวอกคนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอื่นด้วย เขาก็เป็นคนไทยอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยเหมือนกับเรา เพียงแต่มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้ทำดีเป็นคนละสิ่งเท่านั้น ไม่น่าจะก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกเหมือนเขาเป็นชนกลุ่มน้อยอีก

คำถามข้อที่ 5

        จริงๆแล้วการเข้ามาเผยแผ่ศาสนาอื่นๆก็มีมานมนานแล้วและสยามเราก็ไม่ปฏิเสธหรือต่อต้าน ฉะนั้น หากบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติก็เท่ากับกระทบการเผยแผ่ศาสนาอื่น ซึ่งอาจก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างองค์กรศาสนาในระดับสากลได้ อันนี้น่าคิด

คำถามข้อที่ 6

        เราปฏิเสธได้หรือไม่ว่าโลกาภิวัตน์ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และอื่นๆอีกมากมาย ที่ส่งผลให้พลเมืองของประเทศในโลกมีส่วนผสมที่คละเคล้ากันไปทุกศาสนา อันสืบเนื่องมาจากการถ่ายเทพลเมืองจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งด้วยปัจจัยต่างๆ อันเป็นที่ประจักษ์กันดี ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายกำลังแรงงาน การเคลื่อนย้ายอันเกิดจากภัยธรรมชาติหรือภัยสงคราม หรือแม้แต่กระทั่งการเคลื่อนย้ายของเทคโนโลยีต่างๆ นั้น ที่ทำให้เป็นหลักสากลว่าประเทศใดๆก็ตามในโลกควรให้สิทธิเสรีภาพพลเมืองของตนเองในการนับถือศาสนาอื่นใดก็ได้

คำถามข้อที่ 7

        ปัจจุบันสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เราจึงไม่ควรจะเพิ่มประเด็นปัญหาที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง อันอาจนำไปสู่ปฏิกิริยาระดับสากลได้จริงไหมคนไทยทุกคน

และคำถามข้อสุดท้าย

        เคยคิดกันไหมว่าสีของธงชาติไทยที่มีสามสี สีแดงหมายถึงชาติ สีขาวหมายถึงศาสนา และสีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์นั้น เป็นสัญลักษณ์ของชาติไทยซึ่งใครเห็นใครได้ยินเสียงเพลงชาติไทยต่างก็ยืนตรงเคารพธงชาติด้วยความเคารพด้วยกันทั้งนั้น คราวนี้ถ้าบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติแล้วไซร้ ก็เท่ากับว่าสีขาวเป็นสีของศาสนาพุทธ แล้วทีนี้เวลาเราร้องเพลงชาติจะมีคนที่นับถือศาสนาอื่นยืนตรงเคารพธงชาติด้วยไหม แล้วเราจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นแต่เพียงคำถามที่ผู้เขียนสงสัยใคร่รู้ว่าท่านทั้งหลายคิดเห็นกันอย่างไรเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะชักจูงหรือโน้มเอียงไปยังฝ่ายใด แต่ถ้าท่านลองอ่านและลองคิดตามคำถามเหล่านี้แล้วล่ะก็ ท่านจะได้คำตอบในใจท่านเองว่าสมควรที่จะบัญญัติศาสนาพุทธให้เป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ ซึ่งหากผู้ใดสามารถตอบคำถามและหาข้อโต้แย้งมาหักล้างได้อย่างมีน้ำหนักครบทั้ง 8 ข้อได้แล้วล่ะก็ ผู้เขียนเองก็เห็นสมควรให้บัญญัติไว้ตามที่ท่านทั้งหลายประสงค์

 


มิติอื่นๆ ในสิทธิเด็ก

โดย กมลวรรณ เริงสำราญ รัฐศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มิติอื่นๆ ในสิทธิเด็ก

                "เด็ก" ในสังคมไทยมักถูกมองว่ามักเกี่ยวข้องกับเรื่องทางด้านการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาที่เป็นไปอย่างเสมอภาค กล่าวคือ เด็กๆ ควรจะได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคไม่ว่าเด็กเหล่านั้นจะอยู่ในครอบครัวใด มีฐานะทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร และในปัจจุบัน แม้ร่างรัฐธรรมนูญฯจะได้มีการยืนยันถึงสิทธิของเด็กในการได้รับการศึกษาฟรีตลอดจนได้มีการถกเถียงในประเด็นสิทธิเด็กเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ ค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษาแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่า สิทธิของเด็กในประเด็นอื่นๆนอกเหนือจากประเด็นด้านการศึกษาที่รัฐควรจัดสรรให้เด็กได้รับอย่างเสมอภาคยังไม่ถูกดึงมาเป็นจุดสนใจเท่าที่ควร

                หากมองย้อนกลับไปถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติที่ประเทศไทยเข้าร่วมรับอนุสัญญาเป็นภาคีกับประเทศต่างๆกว่า 120 ประเทศ ในวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2535 แล้วจะพบได้ว่า ประเด็นการศึกษาของเด็กนับเป็นส่วนหนึ่งจากสิทธิของเด็กที่ควรจะได้รับเท่านั้น ประเด็นสุขภาพ ประเด็นการละเมิดสิทธิเด็ก ประเด็นอาชญากรรมเด็ก หรือแม้แต่ประเด็นการไร้สัญชาติของเด็กควรจะถูกกล่าวถึงหรือไม่? สิทธิเด็กที่สังคมไทยพึงพิจารณาควรมีประเด็นอื่นนอกเหนือจากประเด็นการศึกษาอย่างไร ?  โดยทั่วไปนั้น สิทธิที่เด็กในประเทศไทยควรจะได้รับการคุ้มครองในประเด็นต่างๆทัดเทียมกับสิทธิของเด็กทั่วโลก และแม้ว่าประเด็นเกี่ยวกับสิทธิเด็กในอนุสัญญาสิทธิเด็กมีกรอบครอบคลุมนอกเหนือไปจากประเด็นด้านศึกษา สังคมไทยก็ยังคงเพ็งเล็งเรียกร้องสิทธิของเด็กเพียงประเด็นการศึกษาไม่ได้พิจารณาภาพรวมอันเป็นแนวทางให้เด็กมีสิทธิมากขึ้นตามประเภท 4 ประเภท

         1 สิทธิในการดำรงชีวิต หรือสิทธิพื้นฐานทั่วไปของเด็ก ครอบคลุมสิทธิในการมีชีวิตอยู่ สิทธิที่จะได้รับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน สิทธิที่จะมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีพอ รวมถึงสิทธิในการมีชื่อและสัญชาติ

        2 สิทธิในการได้รับการปกป้องคุ้มครองจากการถูกเอารัดเอาเปรียบทางเพศ การใช้แรงงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือพัฒนาการของร่างกาย สมอง จิตใจ  ศีลธรรมและสังคมของเด็กจากการถูกทรมานหรือถูกลงโทษ หรือการกระทำในลักษณะที่โหดร้าย ตลอดจนการปกป้องคุ้มครองเด็กที่มีชีวิตอยู่ในภาวะยากลำบาก เช่น เด็กพิการ เด็กผู้ลี้ภัย เด็กกำพร้า เป็นต้น

        3 สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา ครอบคลุมถึงสิทธิที่จะได้เล่นและพักผ่อน สิทธิที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรม สิทธิที่จะได้รับการศึกษาทุกประเภททั้งในและนอกระบบโรงเรียน และสิทธิที่จะมีมาตรฐานความเป็นอยู่เพียงพอกับการพัฒนาร่างกาย จิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ศีลธรรมและสังคม

        4 สิทธิในการมีส่วนร่วม ครอบคลุมสิทธิในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีในทุกๆเรื่องที่มีผลกระทบต่อตัวเอง สิทธิในการแสดงออกและได้รับข้อมูลข่าวสาร รวมถึงทัศนะของเด็กจะต้องมีการให้ความสำคัญอย่างเหมาะสม

                ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า หากสังคมได้มีการวิพากษ์ถึงสิทธิเด็กในประเด็นอื่นๆ ที่ครอบคลุมสิทธิเด็กตามประเด็น 4 ประเภทดังกล่าว ตลอดจนมีการเน้นถึงสิทธิเด็กผ่านการบรรจุเป็นแนวทางเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ให้เกิดความหลากหลาย และครอบคลุมมากขึ้น   ปัญหาต่างๆของเด็ก เช่น ปัญหาเด็กเร่ร่อน ปัญหาเด็กไร้สัญชาติ ปัญหาแรงงานเด็ก ปัญหาโสเภณีเด็ก เหล่านี้ซึ่งถูกพบเห็นมากในสังคมไทยอาจมีน้อยลงหรือหมดไปในที่สุด และนับจากนั้น การเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเด็ก และการอ้างถึงความไม่เท่าเทียมกันให้กับเด็กก็จะหายไปจากสังคมไทยอย่างช้าๆ

สาระสำคัญว่าด้วยสิทธิเด็ก : "อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก"

(สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ สิงหาคม 2540)

รัฐภาคีแห่งอนุสัญญานี้ ...

                พิจารณา ว่าตามหลักการที่ประกาศในกฎบัตรสหประชาชาตินั้น การยอมรับในศักดิ์ศรีแต่กำเนิดและสิทธิที่เท่าเทียมกัน ซึ่งไม่อาจเพิกถอนได้ของสมาชิกทั้งปวงของมวลมนุษยชาตินั้นเป็นรากฐานของเสรีภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพในโลก

                คำนึงถึง ว่า บรรดาประชาชนแห่งสหประชาชาติ ได้ยืนยันไว้ในกฎบัตรถึงความศรัทธาต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและต่อศักดิ์ศรีและคุณค่าของมนุษย์ และได้ตั้งเจตจำนงที่จะส่งเสริมความก้าวหน้าทางสังคมและมาตรฐานแห่งชีวิตที่ดีขึ้นภายใต้เสรีภาพที่กว้างขวางขึ้น

                ยอมรับ ว่า สหประชาชาติได้ประกาศและตกลงในปฏิญญาและกติกาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนว่าทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพทั้งปวงที่กำหนดไว้โดยปราศจากการแบ่งแยกไม่ว่าชนิดใดๆ อาทิเช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่นต้นกำเนิดทางชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน การเกิดหรือสถานะอื่น

                ระลึก ว่า สหประชาชาติได้ประกาศในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนว่าเด็กมีสิทธิที่จะได้รับการดูแล และการช่วยเหลือเป็นพิเศษ

                เชื่อว่า ครอบครัวในฐานะเป็นกลุ่มพื้นฐานของสังคมและเป็นสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ สำหรับการเจริญเติบโตและความอยู่ดีกินดีของสมาชิกทุกคนโดยเฉพาะเด็กควรจะได้รับการคุ้มครองและการช่วยเหลือที่จะสามารถมีความรับผิดชอบในชุมชนของตนได้อย่างเต็มที่

                ยอมรับ ว่า เพื่อให้เด็กพัฒนาบุคลิกภาพได้อย่างกลมกลืนและเต็มที่ เด็กควรจะเติบโตในสิ่งแวดล้อมของครอบครัว ในบรรยากาศแห่งความผาสุก ความรัก และความเข้าใจ

                พิจารณา ว่า ควรเตรียมให้เด็กพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะดำรงชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองในสังคม และควรเลี้ยงดูเด็กตามเจตนารมณ์แห่งอุดมคติที่ประกาศไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ โดยเฉพาะตามเจตนารมณ์แห่งสันติภาพ ศักดิ์ศรี ความอดกลั่น เสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นเอกภาพ

                คำนึงถึง ว่า ได้มีการระบุถึงความจำเป็นที่จะขยายการดูแลโดยเฉพาะแก่เด็กในปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1924 และในปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็กซึ่งสมัชชาได้รับเอาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1959 และได้มีการยอมรับในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (โดยเฉพาะข้อ 23 และ 24) ในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (โดยเฉพาะข้อ10) และในธรรมนูญและตราสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของทบวงการชำนัญพิเศษและองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของเด็ก

                คำนึงถึง ว่า ตามที่ได้ระบุในปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็กนั้น เด็กโดยเหตุที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ทั้งทางร่างกายและจิต จึงต้องการการพิทักษ์และการดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงต้องการการคุ้มครองทางกฎหมายที่เหมาะสมทั้งก่อนและหลังการเกิด

                ระลึก ว่า บทบัญญัติของปฏิญญาว่าด้วยหลักกฎหมายและสังคม อันเกี่ยวกับการคุ้มครองและสวัสดิภาพเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับการอุปการะและการรับเป็นบุตรบุญธรรมทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ กฎระเบียบมาตรฐานขั้นต่ำสุดของสหประชาชาติสำหรับการบริหารงานยุติธรรมแก่ผู้เยาว์ (กฎปักกิ่ง) และปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองสตรีและเด็กในภาวะฉุกเฉินและกรณีพิพาทกันด้วยอาวุธ

                ยอมรับ ว่า ประเทศทั้งปวงในโลกมีเด็กที่ดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากอย่างยิ่ง และ เขาเหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ พิจารณาตามสมควร ถึงความสำคัญของประเพณี และค่านิยมทางวัฒนธรรมของชนแต่ละกลุ่มที่มีต่อการคุ้มครองและพัฒนาการอย่างกลมกลืนของเด็ก

                ยอมรับ ความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของเด็กในทุก ๆ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา  ...ได้ตกลงกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนที่ 1

 ข้อ 1

       เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ เด็กหมายถึง มนุษย์ทุกคนที่อายุต่ำกว่าสิบแปดปีเว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้นตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่เด็กนั้น

 ข้อ 2

          1. รัฐภาคีจะเคารพและประกันสิทธิตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญานี้ แก่เด็กแต่ละคนที่อยู่ในเขตอำนาจของตน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติไม่ว่าชนิดใดๆ โดยไม่คำนึงถึง เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น ต้นกำเนิดทางชาติ ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่น ๆ ของเด็ก หรือบิดามารดา หรือผู้ปกครองตามกฎหมาย

          2. รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทั้งปวง เพื่อที่จะประกันว่าเด็กได้รับการคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ หรือการลงโทษในทุกรูปแบบบนพื้นฐานของสถานภาพ กิจกรรมความคิดเห็นที่แสดงออกหรือความเชื่อของบิดามารดา ผู้ปกครอง ตามกฎหมาย หรือสมาชิกในครอบครัวของเด็ก

  ข้อ 3

          1. ในการกระทำทั้งปวงที่เกี่ยวกับเด็กไม่ว่าจะกระทำโดยสถาบันสังคมสงเคราะห์ของรัฐหรือเอกชน ศาลยุติธรรม หน่วยงานฝ่ายบริหาร หรือองค์กรนิติบัญญัติ ผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรก

          2. รัฐภาคีรับที่จะประกันให้มีการคุ้มครอง และการดูแลแก่เด็กเท่าที่จำเป็นสำหรับความอยู่ดี ของเด็ก โดยคำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของบิดามารดา ผู้ปกครองตามกฎหมายหรือบุคคลอื่นที่รับผิดชอบเด็กนั้นตามกฎหมายด้วย และเพื่อการนี้ จะดำเนินมาตรการทางนิติบัญญัติ และบริหารที่เหมาะสมทั้งปวง

          3. รัฐภาคีจะประกันว่า สถาบันการบริการ และการอำนวยความสะดวกที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการดูแลหรือการคุ้มครองเด็กนั้นจะเป็นไปตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้โดยหน่วยงานที่มีอำนาจโดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย สุขภาพ และในเรื่องจำนวนและความเหมาะสมของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

  ข้อ 4

          รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทั้งปวง ทั้งด้านนิติบัญญัติ บริหารและด้านอื่นๆ เพื่อการปฏิบัติให้เป็นไปตามสิทธิที่อนุสัญญานี้ได้ให้การยอมรับในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมนั้น รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการเช่นว่านั้น โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเต็มที่ และภายในกรอบของความร่วมมือระหว่างประเทศ เมื่อจำเป็น

ข้อ 5

          รัฐภาคีจะเคารพต่อความรับผิดชอบ สิทธิ และหน้าที่ของบิดามารดา หรือของสมาชิกของครอบครัวขยาย

หรือชุมชน ซึ่งกำหนดไว้โดยขนบธรรมแนียมในท้องถิ่นหรือของผู้ปกครองตามกฎหมาย หรือบุคคลอื่นที่รับผิดชอบต่อเด็กตามกฎหมายในอันที่จะให้แนวทาง และการแนะแนวตามที่เหมาะสมในการใช้สิทธิของเด็กตามที่อนุสัญญานี้ให้การรับรอง ในลักษณะที่สอดคล้องกับความสามารถที่พัฒนาตามวัยของเด็ก

ข้อ 6

          1.รัฐภาคียอมรับว่าเด็กทุกคนมีสิทธิติดตัวที่จะมีชีวิต

          2.รัฐภาคีจะประกันอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ ให้มีการอยู่รอด และการพัฒนาของเด็ก

 ข้อ 7

          1. เด็กจะได้รับการจดทะเบียนทันทีหลังการเกิด และจะมีสิทธิที่จะมีชื่อนับแต่เกิด และสิทธิที่จะได้สัญชาติ

และเท่าที่จะเป็นไปได้ สิทธิที่จะรู้จัก และได้รับการดูแลเลี้ยงดูจากบิดามารดาของตน

          2. รัฐภาคีจะประกันให้มีการปฏิบัติตามสิทธิเหล่านี้ตามกฎหมายภายในและพันธกรณีของรัฐภาคี ที่มีอยู่ภายใต้ตราสารระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เด็กจะตกอยู่ในสถานะไร้สัญชาติ

 ข้อ 8

          1. รัฐภาคีรับที่จะเคารพต่อสิทธิของเด็กในการรักษาเอกลักษณ์ของตนไว้รวมถึงสัญชาติ ชื่อ และความสัมพันธ์ทางครอบครัวของตนตามที่กฎหมายรับรอง โดยปราศจากการแทรกแซงที่มิชอบด้วยกฎหมาย

          2. ในกรณีที่มีการตัดเอกลักษณ์บางอย่าง หรือทั้งหมดของเด็กออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐภาคีจะให้ความช่วยเหลือและความคุ้มครองตามสมควรเพื่อให้เอกลักษณ์ของเด็กกลับคืนมาโดยเร็ว

  ข้อ 9

          1. รัฐภาคีจะประกันว่า เด็กจะไม่ถูกแยกจากบิดามารดาโดยขัดกับความประสงค์ของบิดามารดา เว้นแต่ในกรณีที่หน่วยงานที่มีอำนาจ ซึ่งอาจถูกทบทวนโดยทางศาลจะกำหนดตามกฎหมายและวิธีพิจารณาที่ใช้บังคับอยู่ว่า การแยกเช่นว่านี้จำเป็นเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก การกำหนดเช่นว่านี้อาจจำเป็นในกรณีเฉพาะ เช่น ในกรณีที่เด็กถูกกระทำโดยมิชอบ หรือถูกทอดทิ้งละเลยโดยบิดามารดา หรือในกรณีที่บิดามารดาอยู่แยกกันและต้องมีการตัดสินว่าเด็กจะพำนักที่ใด

          2. ในการดำเนินการใด ๆ ตามวรรค 1 ของข้อนี้ จะให้โอกาสทุกฝ่ายที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าว และแสดงความคิดเห็นของตนให้ประจักษ์

          3. รัฐภาคีจะเคารพต่อสิทธิของเด็กที่ถูกแยกจากบิดาหรือมารดา หรือจากทั้งคู่ ในอันที่จะรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัว และการติดต่อโดยตรงทั้งกับบิดาและมารดาอย่างสม่ำเสมอ เว้นแต่เป็นการขัดต่อผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก

          4. ในกรณีที่การแยกเช่นว่านี้ เป็นผลมาจากการกระทำใด ๆ โดยรัฐภาคีต่อบิดาหรือมารดา หรือทั้งบิดาและมารดา หรือต่อเด็ก เช่น การกักขัง การจำคุก การเนรเทศ การส่งตัวออกนอกประเทศ หรือการเสียชีวิต (รวมทั้งการเสียชีวิตอันเกิดจากสาเหตุใด ๆ ที่เกิดขึ้นขณะที่ผู้นั้นอยู่ในการควบคุมของรัฐ) หากมีการร้องขอ รัฐภาคีนั้นจะต้องให้ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นเกี่ยวกับที่อยู่ของสมาชิกของครอบครัวที่หายไปแก่บิดามารดา เด็ก หรือในกรณีที่เหมาะสม แก่สมาชิกคนอื่นของครอบครัว เว้นแต่เนื้อหาของข้อมูลข่าวสารนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความอยู่ดีของเด็ก อนึ่ง รัฐภาคีจะให้การประกันต่อไปว่าการยื่นคำร้องขอเช่นว่านั้นจะไม่ก่อให้เกิดผลร้ายต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง

  ข้อ 10

          1. ตามพันธกรณีของรัฐภาคี ภายใต้ข้อ 9 วรรค 1 คำร้องของเด็ก หรือบิดามารดาของเด็กที่จะเดินทางเข้าหรือออกนอกรัฐภาคี เพื่อวัตถุประสงค์ของการกลับไปอยู่ร่วมกันใหม่เป็นครอบครัว จะได้รับการดำเนินการโดยรัฐภาคีในลักษณะที่เป็นคุณมีมนุษยธรรมและรวดเร็ว รัฐภาคีจะประกันอีกด้วยว่า การยื่นคำร้องดังกล่าวจะไม่ก่