โดย สรัล ราชซ้าย ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องไกลตัว
การเลือกตั้งกับสังคมไทยมีความผูกพันกันมาอย่างช้านาน ถือเป็นการแสดงออกหรือเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ช่วงชีวิตของเราเคยผ่านการเลือกตั้งกันมาแล้วกี่ครั้งบ้าง หากจะนับกันเป็นจำนวนครั้งคงไม่สามารถนับได้ครบถ้วนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในช่วงเรียนหนังสือ เช่น เลือกตั้งหัวหน้าห้อง ประธานนักเรียน ประธานรุ่น ประธานกิจกรรม นายกบริหารองค์การนิสิต ฯลฯ เป็นต้น หรือการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น เช่น การเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล/จังหวัด เป็นต้น รวมไปถึงการเลือกตั้งในระดับประเทศ เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นต้น ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของการเลือกตั้งเท่านั้น
ดังนั้นแม้ว่าบางคน/บางความคิดจะมองว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ไกลตัว เป็นเลือกของชนชั้นปกครองหรือผู้คนที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้นที่ควรจะรู้ ส่วนคนธรรมดาที่เป็นคนส่วนใหญ่ของบ้านเมืองนี้ยังต้องหาเช้ากินค่ำตั้งหน้าตั้งตาต่อสู้ดิ้นรนเลี้ยงชีพไปวันๆ อาจไม่มีสิทธิหรือไม่มีเวลาที่จะคิดถึงเรื่องการเลือกตั้งเลยก็เป็นได้ ควรจะต้องเปลี่ยนความคิดหรือลองมองในอีกมุมหนึ่งดูบ้างว่าจริงๆแล้วการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะต้องรับรู้และเป็นหน้าที่ร่วมกันตามที่บัญญัติไว้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะในท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวดังกล่าวก็จะย้อนกลับมาหาเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าเราอาจจะอ้างว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเลยสักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่การที่เราอยู่ภายใต้สังคมที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่สามารถที่จะพ้นจากความรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดตามมาได้
หากพิจารณากระบวนการ ขั้นตอน และระบบการเลือกตั้งที่ใช้ในประเทศต่างๆ ในรายละเอียดแล้ว เราอาจแยกระบบการเลือกตั้งออกได้นับเป็นสิบหรือร้อยระบบ แต่หากพิจารณาถึงพื้นฐานแนวความคิดร่วมกันของระบบการเลือกตั้งที่ใช้บังคับอยู่จริง เราอาจแยกระบบการเลือกตั้งออกได้เป็น 2 ระบบใหญ่ๆ คือ การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก และการเลือกตั้งระบบสัดส่วน[1]
การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก
โดยหลักการแล้วรัฐใดใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก รัฐนั้นจะมีการแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็นหลายเขตโดยแต่ละเขตการเลือกตั้งมีขนาดใกล้เคียงกัน ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง ได้แก่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุดในเขตการเลือกตั้งที่ตนลงสมัคร ในกรณีที่ในเขตการเลือกตั้งนั้นมีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งหลายคน ผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งอาจได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงทั้งหมดของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่นได้คะแนนเพียงร้อยละสามสิบห้าของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น การเลือกตั้งในระบบนี้ที่เรียกกันว่าการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์ มีผลในการสร้างระบบสองพรรคการเมืองขึ้นมา ตัวอย่างของประเทศที่ใช้การเลือกตั้งในระบบนี้ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ซึ่งมีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือพรรคแรงงาน (Labour) และพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative)
นอกจากการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์แล้ว ยังมีการเลือกตั้งอีกแบบหนึ่งซึ่งถือว่าอยู่ในประเภทของการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากเช่นกัน ซึ่งได้แก่ การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากเด็ดขาด ในการเลือกตั้งระบบนี้รัฐอาจใช้เทคนิคการเลือกตั้งได้ 2 วิธีด้วยกัน วิธีแรก รัฐแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็นหลายเขตขนาดใกล้เคียงกัน แต่ละเขตมีผู้แทนได้หนึ่งคน ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีคะแนนเสียงคนละ 2 คะแนน คะแนนเสียงที่หนึ่งเป็นคะแนนเสียงแท้ ส่วนคะแนนเสียงที่สองเป็นคะแนนเสียงสำรองซึ่งจะนำมาใช้คำนวณในกรณีที่นับคะแนนเสียงที่หนึ่งแล้ว ยังไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด ได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด คือ เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เราเรียกวิธีการนี้ว่า "alternative vote system" วิธีที่สอง รัฐอาจกำหนดให้มีการเลือกตั้งรอบที่สอง ในกรณีที่ไม่ปรากฏว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดในการเลือกตั้งรอบแรก การเลือกตั้งในรอบที่สองนี้ รัฐจะกำหนดให้เฉพาะผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 2 ลำดับแรกในการเลือกตั้งรอบแรก เป็นผู้มีสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งรอบที่สอง โดยเหตุดังกล่าวการเลือกตั้งในรอบที่สอง จะนำไปสู่การแบ่งกลุ่มและการต่อสู้ทางการเมืองเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้ง 2 คนเท่านั้น ในกรณีนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนเสียงไม่มากพอที่จะแข่งขันได้ในรอบที่สองอาจจะหันไปสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งในรอบที่สองคนใดคนหนึ่ง และเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ขาดชัยชนะของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นได้ นอกจากที่กล่าวมานี้ รัฐอาจจะกำหนดให้การเลือกตั้งรอบที่สองเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งมากกว่า 2 คนก็ได้ เช่น กำหนดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดที่ได้คะแนนเสียงในรอบแรกเกินกว่าร้อยละสิบห้าของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ย่อมมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งรอบที่สองได้ ในกรณีนี้การเลือกตั้งในรอบที่สอง ย่อมใช้ระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์ ผู้ที่ได้คะแนนมากที่สุดในการเลือกตั้งรอบที่สองถือว่าเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง การเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากเด็ดขาดได้รับการปฏิบัติโดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ในสาธารณรัฐฝรั่งเศส
การเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมาก ผู้ได้รับเลือกตั้งย่อมผูกพันกับคนในพื้นที่ยิ่งกว่าผูกพันกับพรรคการเมืองที่ส่งตนลงสมัครรับเลือกตั้ง ในระบบนี้พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งไม่มีผู้ที่เคยเป็นผู้แทนราษฎรอยู่ในสังกัดมีโอกาสไม่มากนักในการที่จะชนะการเลือกตั้ง นอกจากนี้หากพิจารณาในแง่ของน้ำหนักคะแนนเสียงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งในที่สุดพ่ายแพ้การเลือกตั้งนั้น จะพบว่าคะแนนเสียงดังกล่าวเป็นคะแนนเสียงที่ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาแม้แต่น้อย เราอาจกล่าวได้ว่าในการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก เฉพาะคะแนนเสียงที่ลงให้แก่ผู้ชนะการเลือกตั้งเท่านั้น ถือว่าเป็นคะแนนเสียงแทนคะแนนอื่นๆ ในเขตการเลือกตั้งนั้นทั้งหมด
การเลือกตั้งระบบสัดส่วน
โดยหลักการแล้วในการเลือกตั้งระบบสัดส่วน พรรคการเมืองต้องทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเรียงตามลำดับเสนอแก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนพิจารณาลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมืองนั้น เมื่อมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้ว จะมีการคำนวณจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้รับ ทั้งนี้ ตามสัดส่วนของคะแนนเสียงที่ประชาชนออกเสียงลงคะแนนให้แก่พรรคการเมืองนั้น ๆ โดยกระบวนการนี้สภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นเสมือน "กระจก" สะท้อนภาพของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคม ในการจัดการเลือกตั้งระบบสัดส่วนนี้รัฐอาจกำหนดให้พรรคการเมืองทำบัญชีรายชื่อเพียงบัญชีเดียว ทั้งนี้ โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง หรืออาจกำหนดให้มีเขตการเลือกตั้งหลายเขต และให้พรรคการเมืองทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตามจำนวนเขตเลือกตั้งที่กำหนดก็ได้
การเลือกตั้งระบบสัดส่วนมีหลายรูปแบบ แม้กระทั่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 รัฐธรรมนูญได้กำหนดระบบการเลือกตั้งไว้ในมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ดังนี้
"สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีราชชื่อตามมาตรา 99 จำนวนหนึ่งร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามมาตรา 102 จำนวนสี่ร้อยคน"
เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรานี้ ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 99 วรรคหนึ่ง และมาตรา 102 วรรคหนึ่ง จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญได้นำเอาการเลือกตั้งระบบสัดส่วนมาผสมกับการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก ทั้งนี้โดยกำหนดที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่มาจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองและส่วนที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น แต่ละคนจะได้รับสิทธิในการออกเสียงเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 คะแนนเสียง คะแนนเสียงที่หนึ่งเป็นคะแนนเสียงสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตของตน อีกคะแนนเสียงหนึ่งเป็นคะแนนเสียงสำหรับบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น ในการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้คะแนนเสียงทั้งสองต้องสัมพันธ์กันแต่อย่างใด กล่าวคือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจใช้สิทธิเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคการเมือง ก ในเขตเลือกตั้งของตน ขณะเดียวกันก็อาจใช้สิทธิลงคะแนนเสียงให้แก่บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ข ก็ได้ นอกจากนี้ในการคำนวณหาจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองนั้น รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดความสัมพันธ์ของคะแนนทั้งสองประเภทไว้แต่อย่างใด แต่กำหนดโดยปริยายให้แยกคำนวณอย่างเด็ดขาด
ระบบการเลือกตั้งแบบเดิม(ระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อตามหลักการของรัฐธรรมนูญปี 2540)เป็นแบบที่ผู้ชนะได้ไปทั้งหมด ส่วนผู้แพ้ไม่ได้อะไรเลย เช่น ในเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 100,000 คน ผู้ที่ชนะได้ 35,000 คะแนน ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นตัวแทนของคนที่เลือก 35,000 คน ส่วนคนที่เหลืออีก 65,000 คนเลือกคนอื่นๆแต่แพ้การเลือกตั้ง ดังนั้น คะแนนการเลือกของเขาจงไม่มีความหมาย หรือเท่ากับเป็นการสูญเปล่าไปเลย แต่ในระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน(ระบบสัดส่วนตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ฉบับแรก)ทุกคะแนนที่เลือกจะถูกนำไปคำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะได้รับการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงทำให้ผู้ที่ไปออกเสียงเลือกตั้งทุกคนมีสิทธิในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปทำหน้าที่แทนตนในสภาเท่าเทียมกันทุกคน สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่แพ้ในการเลือกตั้งก็ยังมีโอกาสที่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามแบบบัญชีสัดส่วนได้[2]
นอกจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เราก็ยังมีประเด็นที่ถกเถียงกันในเรื่องของที่มาของสมาชิกวุฒิสภาว่าควรมาจากการสรรหาหรือเลือกตั้ง ที่ผ่านมาในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เราเคยใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาแล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่หลังจากนี้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาอาจต้องมาจากการสรรหาและการเลือกตั้งผสมกัน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่เราทุกคนที่มีสิทธิในการเลือกตั้งจะต้องรับทราบไว้เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจในการปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ของตนเอง เพราะในท้ายที่สุดไม่ว่าเราจะไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม ผู้ที่จะเข้าไปเป็นตัวแทนจากการเลือกตั้งในระดับต่างๆก็ถือเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนของเราเช่นเดียวกัน
ท่ามกลางความขัดแย้งในทางความคิดและอุดมการณ์ในสังคมไทย ที่แทบจะมองไม่เห็นถึงทางออกของปัญหาดังกล่าว การใส่ร้ายป้ายสีหรือหาเหตุผลมาถกเถียงเอาชนะกันก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดและอุดมการณ์ของอีกฝ่ายได้ ถ้าเราทุกคนลองมองย้อนกลับไปจะพบว่าความขัดแย้งดังกล่าวอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านานแล้ว หากแต่ที่ไม่เกิดปัญหาเหมือนเช่นทุกวันนี้ก็เพราะว่ายังมีทางออกคือ "ระบบ" ที่ยังคงอยู่ และระบบดังกล่าวก็คือ "การเลือกตั้ง" ซึ่งถือเป็นเวทีในการตัดสินความขัดแย้งทางความคิดและอุดมการณ์ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ฝ่ายใดที่พ่ายแพ้ย่อมต้องหาหนทางที่จะกลับมาเอาชนะให้ได้ แต่หนทางที่จะกลับมาเอาชนะก็ต้องดำเนินอยู่ภายใต้ระบบ กาลเวลาที่ผ่านมาคงทำให้เราหลายคนพบว่าการทำลายระบบไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา หากแต่เป็นการปิดทางออกของปัญหาจนทำให้ทุกฝ่ายต่างบอบช้ำพอๆกัน จนท้ายที่สุดแล้วประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราก็จะถูกทำร้ายโดยทางอ้อมจากวิธีการที่บางกลุ่มเรียกว่าการแก้ปัญหา ดังนั้นการเลือกตั้งจึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวของพวกเราทุกคนอีกต่อไปเพราะเราถือเป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่จะช่วยหาทางออกให้กับสังคมไทยในยามนี้ได้
_________________________________
[1] http://www.nccc.go.th/constitution/NewsUpload/39_1_acharnvorachet01.doc
[2] http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q3/2007june05p4.htm