โดย จิรายุ ชาญเลขา นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาการปกครอง
สภาองค์กรท้องถิ่น : ควรมีหรือไม่
รากฐานของประชาธิปไตย
การสร้างตึกรามบ้านช่อง การสร้างเจดีย์ หรือสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆก็แล้วแต่ต้องเริ่มจากการสร้างฐานที่มั่นคงขึ้นมาก่อนมันถึงจะสำเร็จและไม่ถล่มลงมา การสร้างประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกันจะแข็งแรง ยั่งยืนได้ก็ต้องเกิดจากฐานที่แข็งแรงก่อน ถ้ามัวแต่คิดถึงประชาธิปไตยระดับชาติอย่างเดียวก็เปรียบกับการเริ่มสร้างประชาธิปไตยจากยอด ไม่นานเราก็ต้องดูมันพังลงมาอีก เราต้องมาเริ่มจากฐานที่สมดุลและมั่นคงและที่สำคัญฐานกับยอดต้องเชื่อมกันให้ได้ด้วย ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราต้องมาพูดกันถึงเรื่องประชาธิปไตยชุมชน ประชาธิปไตยท้องถิ่น
ประชาธิปไตยชุมชนหน้าตาเป็นอย่างไร
หมู่บ้านหนึ่งมีประชากรประมาณ 500 คนย่อมค่อนข้างรู้จักกันทั่วถึง การเข้าไปร่วมตัดสินใจเรื่องของขุมชนโดยตรงโดยไม่ผ่านตัวแทนย่อมเป็นไปได้ ประชาธิปไตยชุมชนเลยเป็นประชาธิปไตยโดยตรง ทำให้เกิดการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันตัดสินใจ มีการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน รวบรวมความคิดเห็น ประสบการณ์ของคนในท้องถิ่นถ้าเกิดขึ้นได้จริงก็กลายเป็นสภาพสังคมเข้มแข็ง และอาจจะเกิดผู้นำชุมชนที่เป็นผู้นำที่เกิดตามธรรมชาติคือเกิดขึ้นมาจากการทำงานร่วมกัน รู้จักนิสัยใจคอความสามารถไม่ใช่จากการหาเสียงใช้คำพูดโน้มน้าวไปเรื่อย แต่ก็ทำอย่างที่พูดไม่ได้สักที
ที่หมู่บ้านหนองกลางดง ต.ศิลลอย กิ่งอำเภอ สามร้อยยอด จังหวัดประจวบคิรึขันธ์ มีกลุ่มต่างๆเช่น กลุ่มชาวไร่ กลุ่มชาวนา กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มกิจกรรม และอื่นๆอีกมากมาย รวมแล้ว 14 กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็ไปหาคนดีคนเก่งของแต่ละกลุ่มมากลุ่มละ 4 คน รวมเป็นทั้งหมด 56 คน ทั้ง 56 คนเป็นผู้นำโดยธรรมชาติบวกผู้นำทางการเมืองเข้าไปอีกสาม คือผู้ใหญ่บ้านหนึ่งคน กับอ.บ.ต.อีกสอง รวมเป็น 59 คนเป็นสภาชุมชนซึ่งเป็นโครงสร้างสมานฉันท์ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวอย่างของสภาผู้นำชุมชน[1]
พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน สามารถตอบโจทย์ได้หรือไม่
ประชาธิปไตยชุมชนนั้นเริ่มได้รับความสำคัญ มีการพลักดันออกมาเป็นหลักการเป็นรูปร่าง จนถึงขั้นเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีผลักดันออกกฎหมายพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน ซึ่งก็ต้องมาดูว่าร่างพระราชบัญญัตินี้จะสามารถทำให้หลักการประชาธิปไตยชุมชนเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ซึ่งในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันร่างพระราชบัญญัตินี้ก็กำลังถูกกระทรวงมหาดไทยคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าจะซ้ำซ้อนกับการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และจะเกิดความขัดแย้งในชุมชุน ในเรื่องนี้นั้นก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู ทั้งนักการเมืองที่ทำงานเพื่อชุมชม นักวิชาการ หรือแม้กระทั่งรัฐมนตรี
ฝ่ายที่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า พ.ร.บ.นี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตามความหลากหลยของวิถีชีวิตวัฒนธรรมภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่น โดยการมีส่วนร่วมกับองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐในการกำหนดแผนการพัฒนาท้องถิ่น แผนการพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจในระดับประเทศ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการติดตามการทำงานขององค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐในทุกระดับด้วย ทั้งยังเป็นการส่งสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและสังคมโดยรวม มุ่งเน้นที่การระดมพลังปัญญาให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการตนเอง สร้างภูมิคุ้มกันผลกระทบที่มีต่อวิถีชีวิตชุมชน และเป็นการเสริมสร้างกระบวนการทำงานที่เชื่อมโยงกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์การทางสังคมให้งานหนุนเสริมซึ่งกันและกันในการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง การสังกัดคนละหน่วยงานของรัฐเป็นการระดมพลังของทุกฝ่ายให้มาทำงานร่วมกันบนฐานของศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละท้องถิ่น
ส่วนฝ่ายที่ไม่สนับสนุนที่ออกมาต่อต้านและคัดค้านนั้นมองว่าเป็นการบั่นทอนอำนาจและสร้างการถ่วงดุลอำนาจมากเกินไป อาจเกิดการซ้ำซ้อนกับการปกครองท้องถิ่นและอาจจะเกิดเป็นความขัดแย้งได้ การเมืองระดับท้องถิ่นนั้นจะมี "กลุ่มอำนาจท้องถิ่น" ที่โยงใยสัมพันธ์กับข้าราชการ กลุ่มทุน และนักการเมืองท้องถิ่น จากระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ และพวกราชการ (โดยเฉพาะมหาดไทย) นั้นจะรวมศูนย์อำนาจ ขณะที่นักการเมืองนั้นก็ไม่แตกต่างก็ชอบรวมศูนย์เหมือนกัน เลยต้องหา "คนดี ปราชญ์ คนมีจริยธรรม" มาถ่วงดุล ตรวจสอบ เป็นการเมืองแนวสมานฉันท์ ซึ่งก็ไม่ผิดและเป็นหลักการที่ดีถ้าพวกเขาไม่ทำตนเป็น "ผู้อุปถัมภ์" ชาวบ้านเองด้วยเหมือนกัน ถ้าทำอย่างนั้นจริงก็ไม่แตกต่างจากการเป็นหน่วยย่อยราชการอีกรูปแบบหนึ่งที่คอยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจทางลัดตามหลักสูตรของระบบขุนนางอำมาตยาธิปไตย ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจาก "สภาขุนนาง" ในฉบับย่อส่วน
การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมต่อระบบการจัดแผนและการตรวจสอบนั้นเป็นสิ่งทีดี เพราะทำให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง และถ้าทำให้เกิดความสมดุลได้ยิ่งดีใหญ่แบบเป็นการร่วมมือกันสามขา คือ ราชการ องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นและสภาองค์กรชุมชน แต่ปัญหาอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงนี้มันผิดแปลกไปจากวัฒนธรรมของคนไทยที่เป็นแบบไพร่ฟ้ามากจนอาจจะทำให้สภาองค์กรท้องถิ่นนี้ไม่เป็นเครืองมือของประชาชนแต่กลับเป็นเครื่องมือของนักการเมือง หรือข้าราชการให้เข้ามามีอำนาจเข้ามาควบคุมอีก ดังนั้นการผลักดันเรื่องนี้คงจะต้องเป็นงานที่หนักหน่อยต้องมองให้ไกลออกไป ปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ความพร้อม ช่องโหว การแก้ปัญหา หรือถ้ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นจริงแล้วอย่างที่คิดไว้แล้วใครจะเป็นผู้ตัดสิน ต้องตระหนักให้ดีว่าตัวหนังสือที่เขียนไว้มันอาจสวยหรู แต่อย่าลืมมองในแง่การปฏิบัติ ต้องมั่นใจว่ามันจะจบลงด้วยความสมานฉันท์ได้ ประเทศเราตอนนี้ก็มีการขัดแย้งกันมากพอแล้วทั้งในการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ดังนั้นต้องไม่สร้างภาระทางการเมืองให้วุ่นวายมากขึ้น และไม่ควรมีทัศนคติว่าเป็นแค่การทดลองของใหม่ ที่ผิดพลาดก็คงจะไม่เสียหายนัก ถ้าต้องการสร้างรากฐานของประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ต้องทำให้มันเห็นผลจริงๆสักที
_________________________________
[1]ประเวศ วะสี. (2550). ประชาธิปไตยชุมชน รากฐานของการเมืองสมานฉันฑ์และการเมืองคุณธรรม ,กรุงเทพฯ . หน้า34.