โดย นิดาพร นาประดิษฐ์ นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ส.ว.ไทย...เลือกตั้ง หรือสรรหา?
การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีประเด็นเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาเป็นประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียง อภิปรายกันอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งอาจแยกเป็นแนวคิดใหญ่ๆได้สองแนว แนวที่หนึ่งมองว่าส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้งเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ส่วนแนวที่สองมองว่าควรมาจากการสรรหา ไม่ควรมาจากการเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีแนวคิดย่อยๆประเภทที่ว่าควรจะมีสภาเดียวคือสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว แต่แนวคิดเหล่านี้ก็ต้องตกไป เนื่องจากวัฒนธรรมประเพณีการปกครองของประเทศไทยค่อนข้างจะมีความถนัดและคุ้นเคยกับการมีสองสภามากกว่าสภาเดียว เพื่อที่อย่างน้อยจะได้อุ่นใจกว่าที่จะปล่อยให้รัฐบาลทำงานโดยไม่มีสถาบันใดมาตรวจสอบถ่วงดุล
ส่วนประเด็นที่ว่าวุฒิสภา ควรมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการแต่งตั้ง และอย่างไหนจะดีกว่ากันนั้น ประเทศไทยที่ผ่านมาได้บอกอย่างชัดเจนว่าเรามีบทเรียนทั้งวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งและที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามทั้ง 2 แนวดังกล่าวข้างต้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งมีข้อเสียคือ ส.ว.ได้รับเงินทุนจากนายทุนพรรคการเมือง และอาศัยฐานจากพรรคการเมือง[1] เนื่องจากมีผู้ที่อยากจะเป็นส.ว. ในแต่ละจังหวัดมีมากและคนเหล่านี้ก็อาจไม่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านทั้งจังหวัด ไม่มีทักษะในการพูดการอภิปราย จึงต้องใช้อิทธิพลทางการเมืองในระดับท้องถิ่นและระดับชาติเข้ามาช่วย นั่นคือการให้ส.ส. เข้ามาช่วยหาพวก หาคะแนนให้เวลาถึงวันเลือกตั้ง และการที่ส.ส.ในจังหวัดยอมสนับสนุนช่วยเหลือบุคคลใดเพื่อให้ชนะการเลือกตั้งได้เป็น ส.ว.นั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถขัดขวางได้[2] ในที่สุดผู้สมัครรับเลือกตั้งก็จะต้องพึ่งพาอาศัยกลไกการเลือกตั้งของพวกผู้แทนราษฎรและพรรคการเมือง และท้ายที่สุดก็จะเป็นพวกเดียวกันกับพวกพรรคการเมืองและพวกผู้แทนราษฎร[3] จึงไม่แปลกที่หลายคนจะเล่นบทผิด หลงไปเล่นบทส.ส. เพราะคิดว่าตนก็มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน นอกจากนี้วัลลภ ตังคณานุรักษ์หรือครูหยุย ยังได้กล่าวว่าส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า "สภาวงศาคณาญาติ" เช่น สามีเป็น ส.ส. ภรรยาเป็น ส.ว. ทำให้มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและทำเพื่อญาติพี่น้องของตนมากกว่าที่จะทำการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลตามหน้าที่ที่ควรจะเป็น[4]
ส่วนส.ว.ที่มาจากการสรรหานั้นมีข้อเสียคือ เสี่ยงต่อการสืบทอดอํานาจเผด็จการ[5] นอกจากนี้ นพดล ปัทมะ ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจไว้ว่า ส.ว.ที่มาจากการสรรหาหรือการแต่งตั้งไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เพราะประชาชนไม่ได้เป็นผู้เลือก บุคคลที่ไม่ได้มาจากประชาชนจะเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยได้อย่างไร มันขัดกับเหตุผลและสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง อีกทั้งมีการเล่นพรรคเล่นพวก การวิ่งเต้นให้ได้ตำแหน่งมีมากกว่าการเลือกตั้ง นอกกจากนี้ยังขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน เพราะไม่จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบหรือตอบสนองทางการเมืองกับประชาชน ไม่ทราบและเข้าใจปัญหาของประชาชน เพราะไม่ใช่คนในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น ชนชั้นล่างในสังคมมีโอกาสในการเป็นตัวแทนจากการสรรหาได้น้อยกว่า และไม่มีหลักประกันว่าจะไม่มีเครือญาติในวุฒิสภา ส่วนตัวเห็นว่าการเลือกตั้ง ส.ว. คราวที่แล้วได้คนดี คนเก่ง มากพอสมควร และหากเรายอมรับว่าอำนาจอธิปไตยว่าเป็นของปวงชนชาวไทย การให้ประชาชนเลือกคนมาออกกฎหมายและเลือก ส.ว. จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุผลที่สุด ไม่มีสิ่งใดที่จะมาแทนความชอบธรรมของอำนาจการตัดสินใจของประชาชนได้[6]
เห็นได้ว่าแต่ละรูปแบบก็มีข้อเสียแตกต่างกันไป และผู้เขียนคิดว่าไม่มีระบบใดที่จะสามารถคัดสรรผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งให้เข้ามาทำหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากบุคคลผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือมากๆ อาจมีความคิดเปลี่ยนไปจากตอนก่อนดำรงตำแหน่งก็เป็นได้ คนที่ผ่านระบบการคัดสรรที่ดีเข้ามา ซึ่งอาจจะถือว่าผู้นี้คือผู้ที่เป็นกลางแล้ว ดีแล้ว แต่เมื่อผู้นี้ได้อำนาจด้านต่างๆ เช่น การตรวจสอบรัฐบาล ให้ความเห็นชอบกับบุคคลผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถอดถอนผู้ดำรงแหน่งทางการเมืองได้ เหล่านี้อาจทำให้มีสิ่งยั่วเย้าจากภายนอกเข้ามา เช่น มีการเสนอเงินหรือผลประโยชน์ต่างๆเพื่อแลกกับการลงมติตามที่อำนาจของส.ว.สามารถทำได้ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเราจะโทษที่มาของส.ว.แต่เพียงอย่างเดียวคงไม่ถูกต้องนัก เราควรต้องดูด้วยว่าอำนาจหน้าที่ของส.ว.นั้นมากเกินไปหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ และมีสถาบันใดที่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลการทำหน้าที่ของส.ว.หรือเปล่า ผู้เขียนเห็นว่าที่มาของส.ว. นั้นสำคัญพอๆกับการให้อำนาจส.ว. เช่นกัน และสภายกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ควรจะมุ่งปัญหาไปที่ระบบที่มาของส.ว.เพียงอย่างเดียว แต่ควรดูด้วยว่าอำนาจที่ให้ไปจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาด้วยหรือไม่
ส่วนข้อดีนั้นคงไม่ต้องนำมากล่าว เนื่องจากข้อดีไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้เกิดปัญหา ปัญหาอยู่ที่ข้อด้อยของแต่ละรูปแบบมากกว่า ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าการจะหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา ก็ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนที่ข้อเสียของวิธีการเลือกตั้งและการสรรหามากกว่าว่า รูปแบบใดมีข้อเสียอย่างไร ตรงจุดไหนสามารถนำมาผสมผสานแก้ปัญหาให้กันและกันได้ และประชาชนคิดเห็นอย่างไร ซึ่งตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะหากประชาชนไม่เห็นชอบและไม่ลงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็เท่ากับว่าเราเสียเวลา เสียงบประมาณต่างๆ ไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดอะไรที่ส่งผลดีต่อประเทศชาติ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงจะเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้และหาวิธีที่จะใช้ในการคัดสรรผู้ที่มาดำรงตำแหน่งส.ว. ได้อย่างลงตัว และเป็นวิธีที่ทำให้ได้คนที่มีประสิทธิภาพ ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่เข้ามาทำงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อีกทั้ง มีการกำหนดอำนาจหน้าที่เหมาะสมกับตำแหน่ง ผู้เขียนเชื่อว่า ระบบการคัดสรรดีอย่างเดียวคงไม่พอ คนที่เข้ามาทำงานก็ต้องเป็นคนดีและมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ที่ดีด้วย จึงจะทำให้ประเทศพัฒนาไปในทางที่ดีได้
[1] หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 11 พ.ค. 48 หน้า 13
[2] หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 6 พ.ค. 48 หน้า 2
[3] http://imgads.manager.co.th/ เปิดเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 50
[4] หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 26 เม.ย. 49
[5] http://www.c4fclub.net/ เปิดเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 50
[6] http://www.prachatouch.co.th/ เปิดเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 50
| ไฟล์แนบ | ขนาด |
|---|---|
| ส.ว.ไทย เลือกตั้งหรือสรรหา.pdf | 96.28 KB |
