สิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วม
1. ควรให้ประชาชนมีหลักประกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพมากขึ้นด้วยการตรากฎหมายรองรับในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และควรเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากขึ้นหรือไม่ อย่างไร
ความเป็นมา
ความคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เป็นประเด็นที่ได้รับการกล่าวถึงและผ่านการถกเถียงมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีต ซึ่งได้ทำให้ความหมาย และความเข้าใจในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง อาจกล่าวได้ว่า แนวความคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ในปัจจุบัน เป็นผลพวงที่สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ของสังคมตะวันตกตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา โดยเฉพาะภายหลังจากการปฏิวัติอเมริกา และการปฏิวัติฝรั่งเศส ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 กล่าวคือ ในช่วงดังกล่าว พัฒนาการของสิทธิเสรีภาพได้ถูกทำให้เป็นระบบมากขึ้น จากสิทธิและเสรีภาพแบบดั้งเดิมที่ถูกพิจารณาโดยอิงกับชุมชนหรือสังคม แปรเปลี่ยนมาสู่การให้สิทธิและเสรีภาพในด้านปัจเจกบุคคล และจากสิทธิที่รองรับโดยกฏเกณฑ์และธรรมเนียมของชุมชน มาสู่สิทธิที่รองรับโดยกฏหมายและรัฐ ทุกวันนี้ สิทธิและเสรีภาพ จึงได้กลายเป็นประเด็นสำคัญสากลที่รัฐสมัยใหม่ต้องให้การรับรองและสนองตอบแก่พลเมืองของตน ตัวอย่างเช่น การบัญญัติปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในปี ค.ศ.1948 หรือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนี ที่ประชาชนสามารถอ้างรัฐธรรมนูญได้ทุกมิติ ทำให้มีการฟ้องร้องเกิดขึ้นจำนวนมาก เยอรมนีจึงแก้ไขปัญหาด้วยการจัดตั้งองค์คณะขึ้นมาเพื่อการกลั่นกรองการฟ้องร้องคดี
ในส่วนของประเทศไทย แม้ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ จะได้รับการบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ หลายฉบับ และหลายมาตรา และเป็นที่ยอมรับกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้สร้างมิติใหม่ให้กับการประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็นำไปสู่ การถกเถียงในเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวางเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่ถูกกระทบจากนโยบายของรัฐ และสิทธิของชุมชนในการดูแลทรัพยากรของตนเอง ตลอดจนการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิทธิของประชาชนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ได้รับการคุ้มครองจริงตามกฎหมาย
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
บทบัญญัติเรื่องของสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาพบว่า เป็นเพียงการบัญญัติรับรองไว้ลอยๆ เท่านั้น แต่ไม่สามาถนำมาใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น ปัญหาในการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเวลาเอาไว้ ทำให้กฎหมายที่มีความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนจึงไม่เกิดขึ้น เช่น กฎหมายประชาพิจารณ์ กฎหมายป่าชุมชน กฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภค
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่องการไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ให้อำนาจแก่ประชาชน สามารถนำคดีฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
ดังนั้น การให้ประชาชนมีหลักประกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพมากขึ้นด้วยการตรากฎหมายรองรับในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากขึ้นนั้น จะทำให้ประชาชนมีช่องทางที่จะปกป้องและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตนมากขึ้น และยังเป็นการรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
- - สิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นเรื่องที่ใหญ่โต เกินกว่าที่จะสามารถบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญได้หมด ดังนั้น หากรัฐธรรมนูญมีการกำหนดสิทธิและเสรีภาพ จะทำให้การใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนบางประการที่ไม่ได้ถูกบัญญัติเอาไว้กลายเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายได้
- - การเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนให้มากขึ้นอาจมีการทับซ้อนกันของอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรอิสระด้วยกันเอง
ข้อเสนอ
- - ยกเลิกข้อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น ยกเลิกการบังคับให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ และต้องเสียสิทธิทางการเมือง, ยกเลิกการบังคับให้ ส.ส.ต้องจบปริญญาตรี, แก้ไขกฎหมายเลือกตั้งให้เว้นโทษประชาชนที่มาแจ้งความ ดำเนินคดีกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง
- - ออกกฎหมายประชาพิจารณ์โดยเร็ว และกำหนดสาระของกระบวนการในรายละเอียด
- - ไม่ควรให้ประชามติมีผลเพียงการให้คำปรึกษา แต่ต้องให้มี "ผลผูกผัน" ต่อองค์กรที่เกี่ยวข้อง (ครม. และสภานิติบัญญัติ)
- - ให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ เป็นองค์กรอิสระ ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ให้องค์กรของรัฐทุกองค์กร รวมถึงองค์กรอิสระทั้งหมด อยู่ภายใต้กฎหมายข้อมูลข่าวสารฯ ทั้งสิ้น, ข้อมูลข่าวสารของทางราชการที่เปิดเผย ต้องเปิดเผยในทางสะดวกต่อการรับรู้ของประชาชน เช่น เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของรัฐมนตรีผ่านเว็บไซต์, ให้มีการถ่ายเอกสารข้อมูลของทางราชการได้ ไม่ใช่ให้ไปนั่งจดด้วยลายมือ
- - ควรมีองค์กรเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาสิทธิเสรีภาพที่ถูกกระทบโดยตรงจากรัฐ เช่น เพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, ประชาชนควรมีสิทธิฟ้องตรงต่อองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ปปช. ในกรณีที่ไม่มีผู้เสียหายโดยตรง เช่น ความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกระทบประชาชนในวงกว้าง หรือคดีทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมือง ซึ่งกระทบประโยชน์สาธารณะ (ที่ผ่านมา มีปัญหาข้าราชการไม่ยอมเป็นเจ้าทุกข์ในการฟ้องร้องนักการเมืองในคดีทุจริต) หรือในบางกรณี อาจระบุให้ประชาชนฟ้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ เมื่อสิ้นหนทางเยียวยาจากหนทางอื่นแล้ว ทั้งนี้ ถ้าประชาชนสามารถฟ้องตรงได้ อาจต้องทบทวนบทบาทของบางองค์กร เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ว่ายังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่
- - ตั้งกองทุนเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน โดยเงินทุนจากกองทุนจะถูกใช้ไปเพื่อการจ้างทนายความที่มีความเชี่ยวชาญ และการตั้งคณะทำงานเพื่อวางยุทธศาสตร์และสนับสนุนการเตรียมข้อมูลเพื่อสู้คดีในขั้นตอนต่างๆ แต่จะไม่ถูกใช้ไปเพื่อชดเชยความเสียหายในกรณีที่หนังสือพิมพ์ที่เป็นสมาชิกแพ้คดี
- - เปิดโอกาสให้กลุ่มประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ รวมทั้ง ควรตั้งองค์กรเฉพาะเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาสิทธิเสรีภาพที่ถูกกระทบโดยตรงจากนโยบายรัฐบาล
- - รัฐธรรมนูญควรระบุให้รัฐบาลมีหน้าที่ในการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิและเสรีภาพโดยเร็ว หากไม่ดำเนินการจะเป็นเหตุให้มีการถอดถอนรัฐบาลได้
สิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วม
2. ควรมีการบัญญัติเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านต่างๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หรือไม่ อย่างไร
และ
3. ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมาย หรือเสนอร่างกฎหมายการถอดถอนและการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมหรือไม่อย่างไร เช่น ประชาชนสามารถเรียกคืนตำแหน่งทางการเมืองเช่น ส.ส. และ ส.ว. ของแต่ละจังหวัดได้
ความเป็นมา
การมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงระดับเสรีภาพของประชาชน และการตระหนักรู้ในสิทธิของตนเอง ในฐานะที่เป็นพลเมืองของประเทศ ซึ่งผลจากการมีส่วนร่วมของประชาชนนี้ จะนำไปสู่การกระตุ้น และส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยโดยรวม
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงรัฐธรรมนูญ 2540 จะพบว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้บัญญัติถึงประเด็นดังกล่าว ผ่านสิทธิในการออกเสียงประชามติ และสิทธิในการเข้าชื่อถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้ เป็นบทบัญญัติที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้
ที่ผ่านมา แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติถึงเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แต่ข้อบัญญัติเหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอต่อการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และประชาชนก็ยังไม่สามารถใช้บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง เพราะมีเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าไปตรวจสอบ ดังนี้
ในกระบวนการเสนอชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของประชาชนทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น พบว่ามีปัญหา 3 ประการ คือ
ปัญหาประการแรก กระบวนการเสนอชื่อเพื่อถอดถอนฯ เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้ระยะเวลา จากการตรวจสอบรายชื่อและคุณสมบัติ ของผู้ที่เข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง ว่าเป็นผู้มีสิทธิในการถอดถอนฯ หรือไม่
ประการที่สอง การเสนอชื่อถอดถอนฯ โดยประชาชน 50,000 ชื่อ เป็นจำนวนที่สูงจนอาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะประชาชนจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองนี้เองทั้งหมด
ประการสุดท้าย กระบวนการเสนอชื่อถอดถอนฯ ตั้งแต่การร้องขอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการ ปปช. ดำเนินการไต่สวน ซึ่งถ้าข้อกล่าวหามีมูล ก็จะต้องส่งรายงานกลับมาให้ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติถอดถอนจากตำแหน่ง นี้ เป็นกระบวนการที่ต้องผ่านขั้นตอนเป็นจำนวนมาก
สำหรับการออกเสียงประชามติ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นไปเพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชน ก็ได้ทำให้ประชามติมีผลเป็นเพียงการให้คำปรึกษาเท่านั้น
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
- - การมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงในขอบเขตที่มากขึ้นเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วไป
ในประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก ที่พยายามสร้างมโนทัศน์ใหม่ของระบอบประชาธิปไตยทดแทนข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพราะตัวแทนที่ประชาชนเลือกให้ทำหน้าที่ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนที่นับวันจะมีความหลากหลาย และซับซ้อนมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน
- ในหลายกรณีพบว่ากระบวนการของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีความล่าช้า จึงควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น ทั้งในการเสนอร่างกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง และชุมชนอยู่อาศัย การขอให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในมาตราที่ล้าสมัย หรือไม่เป็นธรรม และการให้สามารถถอดถอนนักการเมืองทุจริต หรือไร้ความสามารถได้
- - การอำนวยความสะดวกให้ภาคประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมาก
ขึ้น จะทำให้ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลย์ของภาคประชาชนต่อภาครัฐมีมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดการทุจริตคอรัปชั่นของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
- - การมีส่วนร่วมทางการเมืองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอกฎหมาย และถอดถอนนักการเมือง ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจด้วยเหตุผล และตระหนักรู้ในผลของการตัดสินใจ ซึ่งประชาชนไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจอยู่มาก จึงอาจตกอยู่ภายใต้การชักนำของกลุ่มทุน และองค์กรจัดตั้งที่จะระดมและชักนำประชาชนให้ตัดสินใจตามการชี้นำได้ง่าย
- - กระบวนการเสนอชื่อเพื่อถอดถอน ในรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นกระบวนการที่เหมาะสมแล้ว เพราะจำนวนประชาชน 50,000 คน สามารถสะท้อนถึงการเป็นตัวแทนของประชาชนได้ดี และถ้าทำให้กระบวนการเป็นไปได้โดยง่าย ก็อาจมีการใช้เพื่อกลั่นแกล้งทางการเมืองได้
- - การสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จะทำให้การดำเนินงานของนักการเมืองและผู้ดำรงทางการเมืองเป็นไปอย่างล่าช้า เพราะอาจถูกตรวจสอบจากประชาชนและฝ่ายค้านได้ในทุก ๆ เรื่อง
ข้อเสนอ
- - กำหนดการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านต่างๆไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านองค์กรอิสระหรือกระบวนการใดๆ
- - บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเรื่องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม จะต้องมีขั้นตอนและกระบวนการในการมีส่วนร่วมของประชาชน และมีองค์กรที่ทำหน้าที่รับผิดชอบ ที่ชัดเจน รวมทั้ง รัฐจะต้องเป็นผู้รับภาระต้นทุนส่วนใหญ่ในการมีส่วนร่วมของประชาชน
- - ควรมีบทบัญญัติให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นฝ่ายริเริ่มให้มีการลงประชามติ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่อาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติ หรือประชาชนหรือชุมชน ไม่ใช่ให้อำนาจริเริ่มและตัดสินใจเป็นของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น
- - ประชาชนสามารถเสนอ แก้ไข และเปลี่ยนแปลง กฎหมาย ได้ โดยข้อเสนอนั้นจะต้องไม่ถูกแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลง ในกระบวนการของรัฐสภา และจะต้องมีผลผูกพันให้ฝ่ายบริหารต้องนำข้อเสนอของประชาชนมาทำประชามติ ซึ่งผลของประชามตินั้น จะต้องนำไปบังคับใช้ในรูปของกฎหมาย ภายในระยะเวลาที่กำหนดอย่างชัดเจน เช่น ภายใน 30 วัน หรือ 60 วัน หลังจากการลงประชามติ เป็นต้น
- - ในประเด็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ อาจกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิฟ้องร้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อศาลได้โดยตรงในคดีทุจริต โดยให้ศาลเป็นผู้กลั่นกรองเอง
สิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วม
4. ควรวางระบบป้องกันการละเมิดเสรีภาพของสื่อมวลชนหรือไม่ อย่างไร
ความเป็นมา
สื่อมวลชน ซึ่งประกอบด้วย วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ หอกระจายข่าว ฯลฯ ถือได้ว่าเป็นสถาบันหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะสื่อมวลชนเป็นผู้เสนอและเผยแพร่ ‘ข่าวสาร' ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งมีพลังในการสร้าง ส่งเสริม และกำหนดทิศทางของ ทัศนคติ ค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณี รวมถึงความเชื่อ ของผู้คนในสังคม และยังเป็นตัวกลางที่สะท้อนทัศนคติ ค่านิยม ความคิดเห็น เหล่านี้ด้วย ตัวอย่างเช่น การเลือกเสนอเหตุการณ์บางเหตุการณ์ให้เป็นข่าวสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ สมมุติฐานที่เป็นที่เข้าใจกันได้ทั่วไป ก็คือ สมมุติฐานที่ว่า สื่อมวลชน จะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุน หน่วยงาน หรือองค์กรใดๆ และต้องทำหน้าที่เสนอข่าวสารที่เป็นธรรม ถูกต้อง และรวดเร็ว ต่อประชาชน แต่ในปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีช่องทางที่จำกัดในการแสดงความคิดเห็น เสนอความต้องการ และสะท้อนปัญหาของตน
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
การวางระบบป้องกันการละเมิดเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นหลักประกันว่า ประชาชนจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และมีเสรีภาพในการเข้าถึงทรัพยากรสื่อสารสาธารณะ ที่ไม่ถูกบิดเบือนและปกปิดโดยรัฐ หรือองค์กรอื่น ๆ ที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
- - การให้เสรีภาพโดยไม่มีข้อจำกัดอาจทำให้กระทบต่อความมั่นคงของชาติได้
- - สื่อมวลชนเป็นกลุ่มอาชีพที่มีอิทธิพลทางความคิดของประชาชน ดังนั้นถ้าลดการตรวจสอบ สื่ออาจครบงำความคิดของประชาชนได้ง่ายขึ้น
ข้อเสนอ
- - จัดตั้งสถานี "โทรทัศน์สมานฉันท์" ซึ่งให้คนกลุ่มน้อย คนที่คัดค้านรัฐบาล หรือผู้ได้รับความเดือดร้อนสามารถนำเสนอปัญหาของตนผ่านสื่อ โดยใช้วิธีการจัดตั้งแบบเดียวกันกับโทรทัศน์สาธารณะทั่วไป
- - ในประเด็นที่มีความสำคัญต่อสาธารณะ หากสถานีโทรทัศน์หรือวิทยุได้นำเสนอความคิดเห็นในลักษณะกล่าวหาต่อบุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลใด เกี่ยวกับความซื่อสัตย์ หรือความเชื่อถือ หรือเรื่องอื่นในลักษณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์หรือวิทยุจะต้องแจ้งต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหานั้นให้ทราบภายใน 3 วันโดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับวันและเวลาของรายการที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งมอบสื่อซึ่งบันทึกภาพหรือบันทึกเสียงที่เกี่ยวข้อง หรือสำเนาการถอดข้อความออกเป็นรายลักษณ์อักษร และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาในการชี้แจงโดยสมควรแก่กรณี
- - ยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 เพราะมีบทบัญญัติในหลายด้านที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
- - ในคดีหมิ่นประมาทที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ และผู้ฟ้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ผู้ถูกฟ้องมีความประสงค์ร้าย (malice) เช่น ทั้งที่รู้หรือควรรู้ได้ว่าเป็นเท็จก็ยังกล่าวร้าย หรือมีความประมาทเลินเล่อในเรื่องข้อเท็จจริงของข้อความที่หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง
- - แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 ให้บุคคลไม่ต้องรับความผิดจากการหมิ่นประมาทจากการกล่าวความจริง (จากเดิมมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ)
- - เสนอให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติกำหนดในข้อกำหนด้านจริยธรรมให้หนังสือพิมพ์หรือคอลัมนิสต์ ต้องเปิดเผยความเกี่ยวข้อง หรือผลประโยชน์ของตน ในกรณีที่มีผลประโยชน์หรือมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือสินค้าที่กล่าวถึง
- - กำหนดให้ต้องเปิดเผยรายละเอียดมูลค่าการลงโฆษณาของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง (หรือเฉพาะหน่วยงานที่มีงบโฆษณาเกินกว่ามูลค่าขั้นต่ำ) เป็นประจำในแต่ละปี โดยแยกตามสื่อมวลชนแต่ละราย ในกรณีของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ ให้แยกตามรายการด้วย
- - ในกรณีของวิทยุชุมชน ควรปฏิรูปให้ชุมชนเป็นเจ้าของวิทยุชุมชนอย่างแท้จริง
สิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วม
5. ควรจัดให้มีกองทุนสนับสนุนการเมืองภาคพลเมือง เช่น สนับสนุนการจัดเวทีผู้นำชาวบ้าน ผู้นำชุมชนหรือไม่อย่างไร
ความเป็นมา
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เป็นเรื่องที่ต้องใช้ต้นทุนสูง กล่าว คือ ประชาชนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในประเด็นต่าง ๆ ทางการเมือง และจะต้องมีปัจจัยสนับสนุนทางด้านงบประมาณ รวมถึงจะต้องแบ่งเวลาให้กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วย
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
การกำหนดให้มีกองทุนสนับสนุนการเมืองภาคพลเมือง จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างมีอิสระ ไม่ต้องพึ่งการสนับนุนทางการเมืองจากกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดซึ่งอาจหวังผลทางการเมืองได้ และยังมีหลักประกันในการดำรงชีวิต หากจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งผลจากการมีข้อบัญญัตินี้ จะทำให้เกิดการเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
อาจเกิดกลุ่มจัดตั้งที่หวังการสนับสนุนทางการเงินโดยปราศจากปัญหาและความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
ข้อเสนอ
- - ส่งเสริมให้เกิดผู้นำชาวบ้าน หรือผู้นำชุมชน เช่น สนับสนุนการจัดเวทีผู้นำชาวบ้าน ผู้นำชุมชน หรือส่งเสริมการจัดการศึกษาให้กับกลุ่มผู้นำ
- - อุดหนุดปัจจัยทางการเงินให้กับกลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่ได้รับการยอมรับ
การกระจายอำนาจ
1. ควรกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โดยมีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพเป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้นหรือไม่
ความเป็นมา
แนวคิดในเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น เกี่ยวข้องกับความเชื่อที่ว่า ท้องถิ่นแต่ละแห่งมีสภาพปัญหาและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป การบริหารจัดการตนเองของท้องถิ่นเท่านั้น ที่จะย่อมเข้าใจสภาพปัญหาของตนเองและสามารถหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแบบของตนเองได้อย่างเหมาะสม รวมถึงความเชื่อที่ว่า ท้องถิ่นย่อมต้องการที่จะพัฒนาถิ่นที่อยู่ของตนเองให้ดีขึ้น
ในประเทศไทย การปกครองส่วนท้องถิ่น มีการปรับเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยครั้งล่าสุด ในบทที่ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ (มาตรา 78) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ได้กำหนดให้รัฐจะต้องกระจายอำนาจให้ส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินในกิจการของส่วนท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้ มีการประกาศพระราชบัญญัติการกระจายอำนาจ และมีการจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.)ที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการปกครองที่ชัดเจน ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลของพระราชบัญญัติกฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่น 4 ฉบับ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2542 โดยมีแผนการกระจายอำนาจดังนี้
1. ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะที่รัฐดำเนินการอยู่ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น.
2. กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการให้บริการสาธารณะของรัฐและขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเองอย่างชัดเจนขึ้น
3. กำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ให้รัฐทำหน้าที่ประสานความร่วมมือและช่วยเหลือการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ
4. กำหนดการจัดสรรภาษีและอากร เงินอุดหนุน และรายได้อื่นให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
5. การจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำในส่วนที่เกี่ยวกับการบริการสาธารณะในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนให้เป็นไปตามความจำเป็นและความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น
ซึ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยถูกแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบ คือ
1. องค์การบริหารส่วนจังหวัด
2. เทศบาล
3. องค์การบริหารส่วนตำบล
4. กรุงเทพมหานคร
5. การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เมืองพัทยา
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
การกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องที่รัฐควรเร่งรัดดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการที่ให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองได้ และมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องของท้องถิ่นได้ยิ่งๆขึ้น เพราะ จะช่วยทำให้ประชาชนในท้องถิ่นได้รับการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและตรงตามความต้องการ เนื่องจากการพัฒนาของไทยในด้านต่างๆมาถึงจุดที่โครงสร้างในด้านต่างๆสลับซับซ้อน ชุมชนมีขนาดใหญ่ขึ้น (ทั้งในแง่ประชากร กลไกตลาด และการเมืองการปกครอง) การที่รัฐรวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจไว้ที่รัฐบาลกลางหรือรัฐบาลเข้าไปควบคุมกำหนดการทำงานของอปท.เป็นเรื่องที่จะสร้างปัญหาในการบริหารกิจการของประเทศมากยิ่งๆขึ้น
การมี ระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกันเป็นเรื่องที่ดีที่จะสร้างขึ้น ตราบใดที่ระบบการตรวจสอบนั้น เป็นการตรวจสอบโดยประชาชนภายในท้องถิ่นที่มีสิทธิเลือกตั้งผู้บริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของอปท.นั้นๆ ไม่ใช่เป็นการวางมาตรฐานเพื่อให้ข้าราชการของรัฐบาลกลางหรือองค์กรอื่น (ที่นักการเมืองสามารถหาช่องทางเข้ามาควบคุมได้) เป็นผู้ตรวจสอบ
ระบบการตรวจสอบนั้น ควรมีขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น นอกเหนือจากกระบวนการเลือกตั้ง คือหากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายสภาฯ ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง ก็จะมีระบบให้ประชาชนได้ตรวจสอบ เช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่นนั้นสามารถรวมตัวกันได้จำนวนหนึ่งเพื่อเข้าชื่อซึ่งการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ เป็นต้น
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
การกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้น เป็นแนวโน้มที่จะพัฒนาประชาธิปไตย และพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้าในระยะยาว จึงไม่มีข้อที่ควรสงสัย หากการกระจายอำนาจนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่เพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งพาตนเองและมีอิสระในการตัดสินใจการบริหารท้องถิ่นของตัวเอง
ส่วนประเด็นเรื่องการวางระบบการตรวจสอบนั้น ต้องระวังที่จะไม่ให้เป็นการวางระบบเพื่อที่อำนาจรัฐส่วนกลางจะวางไว้เพื่อควบคุมองค์กรปกครองท้องถิ่น และกลายเป็นช่องทางให้นักการเมืองระดับชาติใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมนักการเมืองท้องถิ่น
ข้อเสนอ
- - กระจายอำนาจอย่างเต็มที่ในทุกๆด้าน ทั้งด้านอำนาจหน้าที่ การคลัง และการวางแผนพัฒนาท้องถิ่น
- - รูปแบบและโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นเหมาะสมอยู่แล้ว ควรจะมุ่งพัฒนาให้องค์กรเหล่านั้นมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ด้วยการตัดข้อกำหนดต่างๆที่จะให้รัฐบาลกลางเข้าไปควบคุมความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มากที่สุด เช่นข้อกำหนดในเรื่องเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง ควรจะลดให้มากที่สุดเพราะเป็นช่องทางที่จะทำให้นักการเมืองระดับชาติเข้าไปแทรกแซงและใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์จากนักการเมืองท้องถิ่น
- - กำหนดวางรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจนกว่านี้ โดยให้กรมฯมีบทบาทในการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่มีบทบาทในการควบคุมหรือเป็นผู้อุปถัมภ์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- - หากจะมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง ก็ควรมีข้อกำหนดมาตรฐานในกระจายงบประมาณเงินอุดหนุนส่วนนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการพัฒนา หรือเพื่อไม่ให้เป็นช่องทางให้นักการเมืองระดับชาติเข้ามาใช้เป็นอำนาจต่อรองกับนักการเมืองท้องถิ่น
การกระจายอำนาจ
2. ควรเพิ่มอำนาจ และบทบาทให้กับชุมชนในการพัฒนาชุมชน และการมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือไม่
ความเป็นมา
เดิมแผนพัฒนาต่างๆถูกกำหนดขึ้นโดยรัฐบาล ชุมชนที่เป็นเพียงหน่วยย่อยๆของประเทศจำเป็นต้องพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกรัฐบาลกำหนดขึ้นมา เช่นกำหนดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งอุตสาหกรรม โดยที่ประชาชนในพื้นที่นั้นๆอาจจะไม่ได้ประโยชน์จากการวางแผนเหล่านั้น แต่ไม่มีทางเลือก เพราะต้องเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลกลางวางไว้ ปัญหาที่ตามมาคือการพัฒนาชุมชนตามแนวทางนั้นอาจจะไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน หรือชุมชนเสียประโยชน์มากกว่าได้ในระยะยาว การที่ให้อำนาจกับชุมชนในการที่จะกำหนดทิศทางในการพัฒนาจึงเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งๆขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง
ความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัญหาใหญ่ของทุกประเทศในโลกนี้ นับวันที่การพัฒนาเศรษฐกิจก้าวหน้าไปมากขึ้นเท่าไร ความขัดแย้งเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะปัญหาที่ดินและแหล่งน้ำ จะเป็นประเด็นสำคัญมากยิ่งๆขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยที่ควรส่วนใหญ่อยู่ในชนบทมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ แต่ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคอุตสาหกรรม ความขัดแย้งระหว่างการพัฒนากับประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่จึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แต่ทำลายแหล่งประมงของชาวบ้าน ดังเป็นความขัดแย้งในหลายๆพื้นที่ที่ผ่านมา
ควบคู่กันไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรม ปัญหาที่ตามมา คือสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่ด้านผู้ผลิตที่ปล่อยสารเคมีสู่อากาศ ดิน และแหล่งน้ำเท่านั้นที่เป็นปัญหา ด้านผู้บริโภคที่เพิ่มขยะมากขึ้นทุกๆวันจากการบริโภคสินค้าอุตสาหกรรม ได้ส่งผลให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่จะต้องร่วมมือกันในทุกๆระดับ
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
การที่จะให้รัฐบาลกลางกำหนดแนวทางในการพัฒนาชุมชน โดยไม่ให้คนในพื้นที่ได้มีโอกาสตัดสินใจ ย่อมทำให้รัฐบาลไม่ทราบความต้องการที่แท้จริง และมีโอกาสที่จะพัฒนาไปในแนวทางที่ชุมชนเสียเปรียบ และไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงด้วย อำนาจที่ให้ชุมชนกำหนดทิศทางเองจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อว่าประชาชนในชุมชนนั้นจะได้เลือกดำเนินการในสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นประโยชน์กับพวกเขามากที่สุด
การให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในท้องถิ่น ดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้กระบวนการของกฎหมาย อาจทำให้ความเข้าใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ของชุมชนเกิดความผิดพลาด หรือคลาดเคลื่อน ซึ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐและท้องถิ่นได้ เช่นโครงการวางท่อก๊าซ โครงการสร้างโรงไฟฟ้า โครงการสร้างเขื่อน ที่ประชาชนในชุมชนที่เป็นที่ตั้งของโครงการเหล่านี้ไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นการเพิ่มอำนาจและบทบาทให้กับชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา ปกป้อง และคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงช่วยลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นได้จากการพัฒนาประเทศ ดังเป็นความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรดังที่เกิดขึ้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ประเด็นเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น ในแง่ของการทำลายสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากผู้ผลิตที่กระทบกับชุมชนโดยตรงนั้น ชุมชนควรจะมีอำนาจในการเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้เกิดปัญหาในการทำลายสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่ารัฐบาลกลาง เพราะเขาเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่นผลกระทบจากเสียง จากอากาศเป็นพิษ น้ำเสียง พวกเขาควรจะมีอำนาจในการควบคุมโดยตรง
ในแง่ของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิ ดจากตัวประชาชนโดยตรงคือปัญหาขยะนั้น นับวันจะเป็นปัญหาที่ใหญ่ยิ่ง ๆ ขึ้น และทางออกที่ดีคือการจัดการในระดับชุมชนย่อยๆ คือมีวิธีการนำกลับไปใช้ใหม่ (รีไซเคิล) วิธีการจำกัดขยะภายในชุมชนเอง เพื่อลดปัญหาการสร้างมลภาวะจากโรงงานกำจัดขยะขนาดใหญ่
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
ข้อที่จะต้องทำให้ชัดเจนคือ อำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์กำหนดความสัมพันธ์กับรัฐบาลกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆด้วย เช่นปัญหาน้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่านพื้นที่มากกว่าหนึ่งพื้นที่ ปัญหามลพิษทางอากาศที่กระทบบริเวณกว้าง สิ่งเหล่านี้ควรมีมาตรฐานในการจัดการร่วมกัน ไม่ใช่ให้ท้องถิ่นย่อยๆแต่ละแห่งมีมาตรฐานของตัวเองอย่าเป็นอิสระ เพราะท้องถิ่นหนึ่งๆอาจจะไปทำลายสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นอื่นได้
ข้อเสนอ
- - ให้ท้องถิ่นมีแผนในการพัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนในท้อง และประเทศชาติส่วนรวมเป็นสำคัญ
- - เพิ่มอำนาจ และบทบาทให้กับชุมชนในการพัฒนาชุมชน และการมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการให้ท้องถิ่นสามารถออกกฎหมายระดับท้องถิ่นเพื่อควบคุมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้
- - รัฐธรรมนูญควรระบุให้รัฐบาลมีหน้าที่ในการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องการมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเร็ว หากไม่ดำเนินการจะเป็นเหตุให้มีการถอดถอนรัฐบาลได้
- - ควรกระตุ้นให้สังคมและผู้มีบทบาทในการตัดสินคดีความ ตระหนักถึงความสำคัญของจารีตประเพณี และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของท้องถิ่น หรือประชาชนสามารถใช้ประเด็นเรื่องการอนุรักษ์จารีตประเพณี ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ในการฟ้องร้องกล่าวอ้างเพื่อประโยชน์แก่ชุมชนหรือท้องถิ่นได้ เช่น การวะกัฟที่ดินในศาสนาอิสลาม การใช้ป่าชุมชนในหมู่บ้านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การใช้จารีตประเพณีเพื่อดูแล "ลวง" (พื้นที่จับปลา)ของประมงพื้นบ้านของชาวบ้านลุ่มแม่น้ำมูล เป็นต้น
การกระจายอำนาจ
3. ควรกำหนดงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจำนวนที่ชัดเจน ตามสัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือไม่
ความเป็นมา
โดยทั่วไปแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง จะมีขนาดและความจำเป็นในการใช้งบประมาณไม่เท่ากัน การจัดสรรงบประมาณจึงต้องพิจารณาถึงภารกิจ หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับจัดสรรมาได้อย่างชัดเจน และปราศจากข้อสงสัย ซึ่งจะเป็นการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรวมทั้งหมด
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
- - การบริหารงบประมาณในองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นอาจไม่ขึ้นอยู่กับงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาและการดำเนินงานภายในท้องถิ่นที่ไม่แน่นอน การจัดสรรงบประมาณจึงต้องพิจารณาถึงความเป็นจริงในแต่ละท้องถิ่นด้วย
ข้อเสนอ
- - หาวิธีการกำหนดงบประมาณให้ท้องถิ่นที่เป็นธรรมที่สุด
- - การกำหนดงบประมาณของรัฐให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องไม่ถูกแทรกแซงโดยพรรคการเมือง ด้วยการตัดเงินอุดหนุนให้มากที่สุด หรือให้มีมาตรฐานเรื่องเงินอุดหนุนให้ชัดเจน
- - รัฐบาลควรทำหน้าที่ในการส่งเสริมฝึกอบรมองค์กรปกครองท้องถิ่นให้จัดการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งให้องค์กรเหล่านั้นมีความเข้มแข็งและอิสระมากยิ่งๆขึ้น ไม่ใช่มุ่งที่จะควบคุม
การกระจายอำนาจ
4. ทิศทางของรัฐธรรมนูญ ควรเป็น "ลดอำนาจรัฐ" เพิ่ม "อำนาจประชาชน" เห็นด้วยหรือไม่
ความเป็นมา
รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เปรียบเสมือนเข็มทิศที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการกำหนดทิศทางพัฒนาทางการเมืองของประเทศ แนวคิดต่าง ๆ ที่นำมาใช้เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ล้วนเป็นแนวคิดที่ผ่านการวิพากษ์ วิจารณ์ ถกเถียง และทำความเข้าใจ เพื่อให้ได้เข็มทิศที่เที่ยงตรงที่สุด เช่นเดียวกับข้อถกเถียงในเรื่องการ ‘ลด' และ ‘เพิ่ม' อำนาจของรัฐและประชาชน
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
แนวโน้มของโลกปัจจุบันนี้ ที่มุ่งไปสู่การสร้างธรรมาภิบาลนั้น ประเด็นสำคัญคือการลดขนาดรัฐ เพื่อให้พื้นที่ที่รัฐจะเข้าไปใช้อำนาจควบคุมนั้นลดน้อยลง เหลือเพียงเรื่องที่จำเป็น และเป็นประโยชน์กับประชาชนเท่านั้น อาณาบริเวณในการใช้อำนาจที่ไม่ชัดเจนเพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจใช้อำนาจในทางมิชอบได้นั้นควรถ่ายโอนไปให้เป็นอำนาจของประชาชนมากที่สุด ทิศทางของรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับโลกปัจจุบันจึงควรเป็นการลดอำนาจรัฐเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน โดยที่ให้อำนาจในการบริหารและปกครองประเทศนั้น "กระจาย" ไปสู่มือของประชาชนมากขึ้น ด้วยการสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่นอย่างเข้มแข็งและเป็นอิสระ พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบต่างๆมากยิ่งขึ้น
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
การลดอำนาจรัฐและเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน ต้องคำนึงถึงว่าประชาชนมีช่องทางในการจัดการปกครองตนเองและมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง มิเช่นนั้นการลดอำนาจรัฐจะก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลได้
ประการต่อมาคือการลดอำนาจรัฐ ต้องเพิ่มให้กับประชาชนอย่างชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะมีปัจจัยเรื่อง ทุนเข้ามา คือทุนจะเข้ามามีบทบาทแทนรัฐและกำหนดทิศทางต่างๆ โดยที่อำนาจของประชาชนมีน้อย
ข้อเสนอ
- ลดขนาดของรัฐด้วยการส่งเสริมความเข้มแข็งและอิสระขององค์กรปกครองท้องถิ่น
- เพิ่มอำนาจให้กับประชาชนทางอื่นๆนอกเหนือจากองค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น มีช่องทางในการฟ้องร้อง มีช่องทางในการแสดงความคิดเห็น มีช่องทางในการแสดงประชามติ เป็นต้น
- ควรมีข้อกำหนดชัดเจนในการที่จะถ่ายโอนอำนาจรัฐไปสู่ภาคประชาชน โดยคำนึงถึงว่าอำนาจนั้นๆจะเป็นของประชาชนจริงๆ ไม่ได้เป็นการควบคุมโดยทุนแต่เพียงอย่างเดียว (เช่นกรณีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ)
การกระจายอำนาจ
5. ควรกระจายอำนาจในการปกครองตามความพร้อมของพื้นที่หรือไม่ อย่างไร
ความเป็นมา
ที่ผ่านมา การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นยังเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นไม่พร้อมที่จะจัดการ เนื่องจากท้องถิ่นไม่มีความสามารถในการบริหารการคลัง ทั้งในเรื่องของการจัดเก็บรายได้ และภาษี ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจาก การที่รัฐบาลไม่ดำเนินการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างถูกต้อง ด้วยการสร้างวินัยทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างให้ท้องถิ่นมีระบบบริหารจัดการที่ดี ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่ากฎหมายที่กำหนดให้รัฐบาลต้องเพิ่มเงินอุดหนุนเพื่อให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกระงับไป จากผลจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งล่าสุด จะยังใช้ได้อยู่ ก็ไม่อาจมีหลักประกันได้ว่า ท้องถิ่นหลายแห่ง จะมีความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลกลางได้
นอกจากนี้ ในแต่ละท้องถิ่นก็มีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันค่อนข้างสูง กล่าวคือ ในบางท้องถิ่นที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ก็จะมีรายได้ค่อนข้างสูง ในทางตรงกันข้าม ท้องถิ่นที่ไม่ใช่เขตเศรษฐกิจ และเขตท่องเที่ยว ก็มีรายได้ไม่พอที่จะบริหารจัดการตนเอง
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย
ควรในที่นี้หมายถึงจัดรูปแบบตามความพร้อมของพื้นที่ ซึ่งตามพรบ.ปี 2542 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็มีความเหมาะสมอยู่แล้ว ในแง่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆนั้น จัดตามสภาพรายได้ รายจ่าย สภาพประชากร คือท้องถิ่นที่มีศักยภาพมากก็มีองค์กรปกครองที่มีขนาดใหญ่ (เช่นอบต.ขนาดใหญ่) หรือมีรูปแบบที่ซับซ้อนและโครงสร้างอำนาจหน้าที่มากขึ้น (เช่นเทศบาลระดับนคร) ซึ่งข้อกำหนดที่ใช้อยู่นี้ก็เป็นไปตามความพร้อมของท้องถิ่นอยู่แล้ว
การที่มีการพัฒนาองค์กรปกครองท้องถิ่นมาแล้วเป็นเวลา 8 ปี ทำให้เราสามารถระบุได้ว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นใดที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการที่จะรับโอนอำนาจหน้าที่จากส่วนกลางมากขึ้นไปอีก
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย
หากการกำหนดว่าควรกระจายอำนาจในการปกครองตามความพร้อมของพื้นที่ หมายถึงว่าพื้นที่ใดที่ยังไม่พร้อมก็ไม่ควรมีการกระจายอำนาจนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เคารพสิทธิของประชาชนในการปกครองตนเอง เพราะรัฐบาลกลางควรมีเป้าหมายว่ากระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากที่สุด และท้องถิ่นจะได้เรียนรู้เพื่อปกครองตนเองและพัฒนาให้เข้มแข็งต่อไปได้ในอนาคต
ข้อเสนอ
- - พิจารณาความพร้อมและศักยภาพขององค์กรปกครองท้องถิ่นจากการปฏิบัติงานที่ผ่านมา
- - ควรกำหนดอำนาจหน้าที่บางอย่างที่ยังไม่ได้กระจายให้กับท้องถิ่น เช่น การศึกษา ตำรวจ ควรเริ่มมีการทดลองกระจายให้กับท้องถิ่นที่มีศักยภาพและมีความพร้อมก่อน
- - ส่วนอำนาจหน้าที่อื่นๆที่รัฐบาลกลางควรจะกระจายอยู่แล้วเช่นข้ออื่นๆที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ควรจะกระจายให้อย่างเต็มที่ไม่ต้องคำนึงถึงความพร้อม โดยอยู่บนพื้นฐานที่ว่าท้องถิ่นจะเข้มแข็งได้นั้นต้องให้ท้องถิ่นได้พัฒนาจากประสบการณ์ในการปกครองตนเองที่เกิดจากการปฏิบัติจริง
| ไฟล์แนบ | ขนาด |
|---|---|
| กรอบที่1.doc | 125 KB |
