กรอบที่ 2 สถาบันการเมือง

 

สภานิติบัญญัติ

                1. ควรลดจำนวน ส.ส. และ ส.ว. ลงหรือไม่

                ความเป็นมา

                จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 500 คน และ 200 คนตามลำดับนั้น ถูกกำหนดเป็นครั้งแรกภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 โดยที่ในอดีตที่ผ่านมานั้นประเทศไทยเคยมีจำนวนส.ส. และส.วที่แตกต่างกันไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เช่น ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2475 ใช้ระบบสภาเดียว, รัฐธรรมนูญ 2489 กำหนดให้มี 2 สภาเป็นครั้งแรก ซึ่งขณะนั้นวุฒิสภายังมีชื่อเดิมว่า "พฤฒสภา", รัฐธรรมนูญ 2517 กำหนดให้มี 2 สภา ให้มี ส.ว.จากการแต่งตั้ง 100 คน และมีส.ส.ไม่น้อยกว่า 240 คนจากการเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญ 2534 มี 2 สภา โดยมีส.ว. 270 คนซึ่งเป็นผู้รงคุณวุฒิในวิชาชีพต่างๆ แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ และมีส.ส. 360 คนจากการเลือกตั้งโดยตรง เป็นต้น  

                การกำหนดจำนวน ส.ส. และ ส.ว ในแต่ละประเทศใช้เกณฑ์แตกต่างกันไป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นกำหนดจำนวน ส.ส. และส.ว. ไว้เท่าเดิม ไม่ว่าจำนวนประชากรจะเพิ่มเป็นเท่าไหร่ก็ตาม บางประเทศเช่น ฝรั่งเศส จำนวน ส.ว. จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เปลี่ยนแปลง ตารางด้านล่างเปรียบเทียบจำนวนประชากรต่อ ส.ส. หนึ่งคนในหลายประเทศ และอาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีจำนวนส.ส. ค่อนข้างสูงต่อจำนวนประชากร เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ

               

จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศต่างๆ

ประเทศ

จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (คน)

จำนวนประชากรต่อสมาชิกผู้แทนราษฎร 1 คน (คน)

อินเดีย

545 *

  2,024,533.94

สหรัฐฯ

435

     685,547.13

อินโดนีเซีย

550

     405,056.36

ฟิลิปปินส์

214

     388,102.80

รัสเซีย

450 (225 + 225) **

     318,226.67

ญี่ปุ่น

480 (300 +180) **

     266,843.75

ออสเตรเลีย

150

     134,366.67

ไทย

500 (400 + 100) **

     128,466.00

มาเลเซีย

219

     115,739.73

ฝรั่งเศส

577

     104,845.75

สหราชอาณาจักร

646

       92,365.33

สิงคโปร์

84

       51,500.00

                นอกจากคำถามเรื่องจำนวน ส.ส. และ ส.ว. แล้ว ประเด็นที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคือ อำนาจหน้าที่ และที่มาของทั้งสองสภา ซึ่งสมควรที่จะต้องพิจารณาควบคู่กันไป ไม่แยกส่วน จากการสำรวจข้อมูลต่างประเทศพบว่า มีหลายประเทศที่ใช้ระบบสภาคู่และให้อำนาจทั้งสองสภาเท่าเทียมกัน แต่การใช้อำนาจอาจไม่เหมือนกัน เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และสวิตเซอร์แลนด์ ส.ว. จะมีจำนวนน้อยกว่า ส.ส. ค่อนข้างมาก แต่มีอำนาจหน้าที่เสนอ พิจารณา และกลั่นกรองกฎหมายเท่ากัน ประเทศที่ใช้ระบบสภาเดียวบางประเทศ เริ่มต้นจากการมีระบบสภาคู่ที่ส.ส. มีอำนาจมากกว่าส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ในที่สุดได้เปลี่ยนจากสภาคู่ที่ไม่เท่ากันไปเป็นระบบสภาเดียว เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นต้น

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - การมี ส.ส. และ ส.ว. จำนวนมากไม่ได้เป็นภาพสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการทำงานของสภานิติบัญญัติ ในทางกลับกันจำนวน ส.ส. และ ส.ว.ที่มากเกินไป อาจทำให้การติดตามตรวจสอบการทำงานของสภานิติบัญญัติโดยประชาชนเป็นไปได้ยากขึ้น
  • - การลดจำนวนส.ส. และส.ว.ลงจะเป็นการประหยัดงบประมาณที่เป็นเงินภาษีอากรของประชาชน
  • - การมีจำนวนส.ส.ที่น้อยลงทำให้สามารถติดตามตรวจสอบการทำงานได้ง่ายขึ้น
  • - บทบาทหลักของส.ส. และส.ว.ในระบบประชาธิปไตย คือ การทำหน้าที่รวบรวมความต้องการของประชาชนเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา และทำหน้าที่ในการเสนอ พิจารณา และกลั่นกรองกฎหมาย เพราะฉะนั้นหน้าที่ในการบริการประชาชนจึงไม่ใช่หน้าที่หลัก ดังนั้นความกังวลว่าถ้าลดจำนวนส.ส. และส.ว.ลงแล้วจะให้บริการประชาชนได้น้อยลงจึงไม่ใช่เหตุผลหลักในการคงไว้ซึ่งส.ส. และส.ว.จำนวนมาก

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย                                                                 

  • - เนื่องจากประเทศไทยยังมีระบบราชการที่ขาดประสิทธิภาพ และรวมศูนย์อำนาจในการบริหารงาน จึงทำให้ส.ส.ยังคงมีความสำคัญอยู่ในการเป็นตัวกลางรับฟังปัญหา และสะท้อนข้อเรียกร้องจากประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกลนั้นอาจยังต้องการให้มีส.ส.เพื่อดูแล และอำนวยความสะดวกในเรื่องความจำเป็นพื้นฐานอยู่

        ข้อเสนอ

  • - กำหนดเขตเลือกตั้งให้ใหญ่ขึ้น
  • - ในอดีตประเทศไทยเคยใช้อัตราส่วนระหว่างส.ส.1 คนต่อประชาชน เป็นจำนวนประมาณ 1:150,000 แต่ในปัจจุบันเหลืออัตราส่วนประมาณ 1: 120,000 ดังนั้นจึงอาจนำเกณฑ์ในอดีตมาพิจารณาประกอบด้วย

ฝ่ายนิติบัญญัติ

                2. ควรมีส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (Party list) หรือไม่

               

ความเป็นมา

                การเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อนั้นถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 โดยกำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อได้จำนวน 100 คน กำหนดเขตเลือกตั้งเป็นเขตประเทศ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ไม่ค่อยพบว่ามีการใช้กันในต่างประเทศ ตัวอย่างประเทศที่กำหนดเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เช่น ไทย และอิสราเอล แต่ประเทศที่มีการเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อส่วนใหญ่มักแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นเขต ภูมิภาค หรือกลุ่มจังหวัด เช่น สวิสเซอร์แลนด์, ฟินแลนด์, เบลเยี่ยม, เดนมาร์ก, บราซิล เป็นต้น

                การเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของไทยนั้นกำหนดให้มีเกณฑ์ในการได้รับการจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร้อยละ 5 ของคะแนนทั้งหมด ซึ่งในบางประเทศนั้นไม่ได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำเช่นนี้ แต่บางประเทศก็ใช้เกณฑ์ขั้นต่ำเริ่มตั้งแต่ร้อยละ 1 ขึ้นไปถึงมากกว่าร้อยละ 5 ก็มี

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ(Party list) เป็นการแก้ไขข้อบกพร่องของการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากหรือแบบแบ่งเขตที่เอื้อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และทำให้เกิด "คะแนนเสียเปล่า" จำนวนมาก เพราะในหลายกรณีผู้ชนะเลือกตั้งอาจได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง
  • - เป็นระบบการเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่มีฐานเสียงทางการเมืองได้มีโอกาสเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
  • - เป็นการกระตุ้นให้พรรคการเมืองเกิดการสร้างสรรค์เชิงนโยบาย ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้สมัครชิงตำแหน่งส.ส.เท่านั้น
  • - เป็นระบบที่เป็นธรรมในการจัดสรรคะแนนเลือกตั้ง เพราะทุกพรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงเลือกตั้งจะได้รับการจัดสรรที่นั่งตามสัดส่วนของคะแนนเสียงตามที่ประชาชนเลือก แต่ทั้งนี้จะต้องไม่กำหนดเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ
  • - เป็นระบบที่ช่วยเสริมสร้างความเป็นเอกภาพของพรรคการเมือง เนื่องจากพรรคการเมืองจะต้องแข่งขันกันด้วยนโยบาย เพื่อหาเสียงสนับสนุนจากประชาชน

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

  • - การเลือกตั้งในระบบนี้ที่ผ่านมาก่อให้เกิดการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มาจากระบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น เป็นการตัดโอกาส ส.ส. ที่มาจากระบบแบ่งเขตไป ทำให้ดูเสมือนว่ามีการแบ่งลำดับชั้นของส.ส.
  • - ที่ผ่านมามีการอ้างว่าผู้สมัครส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อเป็นนายทุนพรรค ทำให้พรรคการเมืองอยู่ใต้การครอบงำของกลุ่มทุน และไม่ได้เป็นภาพสะท้อนของประชาชนส่วนใหญ่แท้จริง
  • - ส.ส.จากระบบนี้จะห่างเหินกับประชาชน เพราะไม่มีฐานเสียงในพื้นที่เช่นส.ส.ในระบบเขต และประชาชนจะไม่สามารถพึ่งพิงส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อได้ในยามที่ประสบปัญหาเดือดร้อน

        ข้อเสนอ

  • - ให้คงการเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อไว้ แต่ลดเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำในการได้จัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เหลือ ร้อยละ 1 เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมืองได้มีที่นั่ง และมีสิทธิเข้ามาทำหน้าที่ในสภาได้
  • - แบ่งเขตเลือกตั้งให้เล็กลง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับพรรคเล็ก และส.ส.จะมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น เช่น อาจกำหนดเขตเลือกตั้งเป็นภูมิภาค, กลุ่มจังหวัด เป็นต้น
  • - การกำหนดให้พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อน้อยกว่า 5% ไม่ได้ที่นั่งในสภานั้น ทำให้เกิดการกีดกันพรรคการเมืองขนาดเล็ก ทำให้ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
  • - การใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กไม่สามารถแข่งขันกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในด้านเงินทุนได้

ฝ่ายนิติบัญญัติ

                3. ส.ส. ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรี

- ในกรณีถ้ามี ส.ส. แบบ Party List รวมทั้ง ส.ว. ต้องมีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีด้วยหรือไม่

               

ความเป็นมา

สภาวะที่มีการแข่งขันอย่างสูงในทุกๆด้านในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความพร้อมสำหรับการแข่งขัน รวมไปถึงการแข่งขันในด้านการเมืองด้วย ผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ในเวลานั้นอาจมองว่าถ้าต้องการพัฒนาระบบการเมืองไทยให้มีประสิทธิภาพ จะต้องเริ่มต้นที่ด้วยการมีส.ส. ที่มีความรู้ ความสามารถเพียงพอในระดับหนึ่ง จึงได้กำหนดให้ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. และส.ว.นั้นจะต้องสำเร็จการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - หากพิจารณาถึงมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทยแล้วจะพบว่ามีจำนวนประชากรเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรี ซึ่งจำนวนประชากรเพียงส่วนนี้เท่านั้นที่จะสมัครรับเลือกตั้งได้จึงไม่อาจสะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในท้องถิ่นได้
  • - การจบปริญญาตรีมิได้เป็นหลักประกันถึงความสามารถและประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาที่ตรงกับความเดือดร้อนของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
  • - การกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องจบปริญญาตรีเป็นการกีดกัน ประชาชนส่วนใหญ่ที่มิได้จบปริญญาตรี ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก อันเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน ผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนควรประกอบด้วยบุคคลที่มีประสบการณ์และมาจากหลากหลายอาชีพไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรีเพราะการเป็นบุคคลที่ "มีคุณวุฒิและมีคุณภาพ" ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณวุฒิการศึกษาเสมอไป
  • - การกำหนดวุฒิการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี ส่งผลต่อระบบการศึกษาไทย เช่น เกิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีภาคพิเศษที่ไม่มีคุณภาพขึ้นเป็นจำนวนมาก, เกิดกรณีการซื้อคุณวุฒิปริญญาตรี หรือปลอมแปลงเอกสารเกี่ยวกับคุณวุฒิของผู้สมัครส.ส.,ส.ว. บางคน
  • - เป็นการสร้างทำนบกีดกันในการเข้าสู่ตลาดการเมืองของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

-       การกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. และ ส.ว. จะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทำให้ได้คนที่มีวุฒิภาวะพอสมควร มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์เข้ามาบริหารประเทศ การมีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปนั้นจะต้องมีการได้เรียนรู้ในแง่ปรัชญาต่างๆ ในแง่วิชาการต่างๆ รู้ปัญหาต่างๆ ของสังคมมนุษย์ ในการพิจารณากฎหมายและการควบคุมการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารจำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความสามารถเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

        ข้อเสนอ

  • - ถ้าจะกำหนดเกณฑ์การศึกษาควรใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งส.ส. และส.ว. เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างกัน
  • - การกำหนดให้ ส.ส. ต้องมีวุฒิการศึกษาปริญญาตรี ถือว่าเป็นการกีดกันผู้ลงสมัครเลือกตั้งที่มีความรู้ความสามารถแต่ไม่จบปริญญาตรีเราควรยกเลิกข้อกำหนดนี้หรือถ้ายังต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรได้บุคคลที่มีการศึกษาพอที่จะทำความเข้าใจต่อประเด็นทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็อาจจะกำหนดให้มีเกณฑ์การศึกษาให้จบการศึกษาภาคบังคับก็ได้

ฝ่ายนิติบัญญัติ

                4. ส.ส.ควรสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ หากเห็นว่าต้องสังกัดพรรคควรต้องกำหนดระยะเวลาในการสังกัดพรรคก่อนวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นระยะเวลาเท่าใด

                ความเป็นมา

                รัฐธรรมนูญ 2540 ได้สะท้อนแนวความคิดต่อพรรคการเมืองใน 2 ด้านด้วยกันได้แก่ ประการแรก มองว่าพรรคการเมืองยังขาดความเป็นเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งจึงมีข้อกำหนดให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง อีกประการหนึ่ง รัฐธรรมนูญ 2540 มีความไม่ไว้ใจต่อพรรคการเมืองด้วย จึงกำหนดให้ไม่ให้ส.ว. สังกัดพรรคการเมือง นอกจากนั้นบทบัญญัติที่กำหนดให้ส.ส.สังกัดพรรคนั้นมีที่มาจากการ "ขายตัว" ของส.ส.อิสระในอดีต ซึ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดตั้งแต่ปี 2475-2518 ที่ส.ส.อิสระเมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้วมีการเข้าสังกัดพรรคในภายหลัง และย้ายพรรคบ่อยครั้ง

                รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาของไทยยกเว้นเพียงธรรมนูญการปกครอง 2475, รัฐธรรมนูญ 2492 และ 2511 ล้วนแต่มีข้อกำหนดให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง แม้ไม่ได้กำหนดในรัฐธรรมนูญ ก็กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง

                ทั้งนี้รัฐธรรมนูญ 2540 นั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีการกำหนดให้ผู้สมัครส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองเป็นเวลา 90 วันก่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากต้องการให้พรรคการเมืองคุมส.ส.ได้ และหวังว่าพรรคการเมืองจะสามารถพัฒนาสู่การเป็นสถาบันทางการเมืองได้เร็วขึ้น

                นอกจากประเด็นเรื่องการสังกัดพรรค และระยะเวลาสังกัดพรรค 90 วันแล้ว ภายใต้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ยุบรวมพรรคหลังการเลือกตั้ง ซึ่งก่อให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับการสถานภาพของส.ส. ที่พรรคการเมืองถูกยุบรวม

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - การกำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองเป็นการป้องกันการขายตัวของ ส.ส. อิสระ ดังที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
  • - เป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งให้ระบบพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองนั้นมีกลไกในการรวบรวมความต้องการของประชาชน และนำเสนอได้ชัดเจนกว่า การดำเนินการของส.ส.เป็นรายบุคคล อันนำไปสู่การเลือกตั้งที่เลือกนโยบายของพรรคการเมือง
  • - การกำหนดระยะเวลาในการสังกัดพรรคทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ศึกษาทำความเข้าใจกับนโยบายของพรรคที่ตนสังกัด

        ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

  • - พรรคการเมืองควรเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยศักยภาพของพรรคการเมืองเอง การบังคับให้ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมือง เป็นการใช้กฎหมายช่วยให้พรรคการเมืองเติบโตโดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริง และจุดยืนร่วมกันระหว่างผู้สมัคร และพรรคการเมือง
  • - เป็นการบิดเบือนความเข้าใจต่อหน้าที่ของผู้แทน ของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะผู้แทนหรือ ส.ส.นั้นควรเป็นผู้แทนของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ได้ทำหน้าที่ในนามของพรรคการเมืองเท่านั้น
  • - เป็นการตัดโอกาสคนดี มีความรู้ ความสามารถ และความตั้งใจจริงในการเข้ามามีโอกาสทางการเมือง โดยที่คนเหล่านี้ไม่ได้เห็นด้วยกับจุดยืนของนโยบาย หรือแนวทางการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

                ข้อเสนอ

  • - นับวันการเลือกตั้งยิ่งมีต้นทุนที่สูงขึ้น ผู้สมัครอิสระที่มีต้นทุนต่ำ แต่มีความรู้ ความสามารถจึงไม่อาจแข่งขันกับพรรคการเมืองใหญ่ได้ จึงเสนอให้รัฐจัดให้มีการเลือกตั้งที่ลดค่าใช้จ่ายลง เช่น จัดสรรเวลาในการหาเสียงเลือกตั้งผ่านสื่อของรัฐในเวลาที่เท่าเทียมกัน, กำหนดให้มีการจำกัดจำนวนป้ายหาเสียง, กำหนดเขตปักป้ายหาเสียงให้ชัดเจน กติกาเหล่านี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในด้านต้นทุนในการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองขนาดใหญ่กับพรรคการเมืองขนาดเล็ก และผู้สมัครอิสระลงได้
  • - เปิดโอกาสให้ ส.ส.ย้ายพรรคได้ แต่ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม
  • - ไม่บังคับกฎ 90 วัน กับบุคคลที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดการเมือง และไม่ได้เป็น ส.ส.อยู่ก่อน
  • - ถ้าพรรคการเมืองเดิมไม่ส่งลงสมัคร ส.ส. สามารถย้ายพรรคได้
  • - รัฐธรรมนูญควรมีบทบัญญัติห้ามมิให้มีการยุบรวมพรรคหลังการเลือกตั้ง และถ้ามีการย้ายพรรคในระหว่างการทำหน้าที่ในสภาจะต้องมีการเลือกตั้งซ่อม

ฝ่ายนิติบัญญัติ

                5. ส.ส. ควรมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่และการลงมติในเรื่องต่างๆ มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่

               

ความเป็นมา

บทบัญญัติบางประการของรัฐธรรมนูญ 2540 นั้นกำหนดขึ้นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมือง เช่น ในการออกเสียงต่างๆต้องเป็นไปตามมติพรรค รวมถึงการเสนอร่างพระราชบัญญัติก็จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าพรรค และยังต้องได้ระบุการรับรองจากสมาชิกพรรคอย่างน้อย 20 คน การกำหนดเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ในการต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และให้ ส.ส. อยู่ภายใต้พรรคการเมือง มากกว่าในอดีต

ในต่างประเทศพบว่า สมาชิกรัฐสภาสามารถมีอิสระในการลงมติในเรื่องต่าง ๆ ค่อนข้างมาก และเป็นการลงมติที่สะท้อนอุดมการณ์และผลประโยชน์ของประชาชนที่เลือกตั้งพวกเขาเข้ามา ถึงแม้ในทุกประเทศจะมี ‘วิป' (whip) เป็นผู้คุมเสียงสมาชิกรัฐสภาของพรรค แต่ ‘วิป' ทำหน้าที่เพียงชี้นำมติพรรค ไม่สามารถบังคับให้สมาชิกรัฐสภาต้องทำตามมติพรรคได้เสมอไป เพราะสมาชิกรัฐสภาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นลูกน้องของหัวหน้าพรรคการเมือง

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - สมาชิกรัฐสภาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงควรมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ และลงมติในเรื่องต่าง ๆ ที่สะท้อนผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ของประชาชนในเขตเลือกตั้ง หรือผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องทำตามมติพรรค

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

  • - การให้อิสระกับ ส.ส. ในการลงมติในสภา อาจทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็นเอกภาพ
  • - เป็นการลดบทบาทของพรรคการเมือง ในฐานะที่เป็นสถาบันที่เสนอนโยบายให้ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา

                ข้อเสนอ

  • - ต้องพัฒนาจารีตให้ ส.ส. มีสิทธิลงคะแนนได้อย่างอิสระในเรื่องสำคัญและนโยบายสำคัญของรัฐบาล เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ใช้ระบบลงคะแนนลับในรัฐสภา
  • - พรรคการเมืองควรมีความเป็นประชาธิปไตยในพรรคมากขึ้น เช่น ให้สมาชิกพรรคสามารถร่วมลงชื่อเพื่อเรียกประชุมวิสามัญได้ มีบทบัญญัติคุ้มครองเสียงข้างน้อยภายในพรรค
  • - หาก ส.ส.ต้องลงคะแนนตามมติพรรคเสมอ ไม่ควรมี ส.ส.จำนวนมากในสภา ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์
  • - ลดจำนวนขั้นต่ำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอร่างพระราชบัญญัติได้จาก 20 คน ให้เหลือน้อยลง เช่น ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงคนเดียวสามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าพรรค เพื่อรองรับในกรณีที่เปิดโอกาสให้ผู้สมัคร ส.ส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค ส.ส.อิสระควรสามารถทำหน้าที่นิติบัญญัติได้อย่างเต็มที่

ฝ่ายนิติบัญญัติ

                6. ควรกำหนดเขตเลือกตั้งเป็นเขตละคนเช่นเดิม หรือควรกำหนดเขตเลือกตั้งให้ใหญ่ขึ้น และมีจำนวน ส.ส. ในเขตมากขึ้นหรือไม่

               

ความเป็นมา

ในอดีต ระบบเลือกตั้ง ส.ส. เป็นแบบ ในหนึ่งเขตมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นตัวแทนได้ 1 - 3 คน และผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง มีคะแนนเสียงเท่ากับจำนวน ส.ส. ที่พึงมีในเขตนั้น ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า การเลือกตั้งในระบบนี้ ทำให้มีการแข่งขันกันเองของผู้สมัครพรรคเดียวกัน และที่สำคัญ ประชาชนในเขตเลือกตั้งที่มีขนาดต่างกัน ก็ยังมีสิทธิในการเลือกตั้งที่แตกต่างกันด้วย

รัฐธรรมนูญ 2540  ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งระบบใหม่ โดยที่กำหนดให้การเลือกตั้งในระบบเขต มี ส.ส. ได้เขตละหนึ่งคนเท่านั้น เนื่องจากต้องการให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการเลือกตั้งเท่าเทียมกัน นั่นคือ ‘หนึ่งคนหนึ่งเสียง' นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า เขตการเลือกตั้งที่เล็กลง จะช่วยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นที่รู้จักกันดีของประชาชนในเขตนั้น ซึ่งจะส่งผลให้ลดการซื้อขายเสียงลงได้

ประเด็นสำคัญที่สัมพันธ์กับเขตเลือกตั้ง ที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วยก็คือ จำนวนคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ผู้ใช้สิทธิหนึ่งคนพึงมี เช่น เมื่อขยายเขตเลือกตั้ง ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจะมีคะแนนเสียงเท่าไหร่ จะมี 3 เสียงได้เหมือนในอดีตก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 หรือจะลดลงให้เหลือเพียงเสียงเดียว คล้ายกับการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก

อย่างไรก็ดี ควรตระหนักว่า ไม่มีระบบเลือกตั้งใดจะสามารถขจัดการซื้อเสียงได้อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น การเพิ่มหรือลดขนาดเขตเลือกตั้ง และจำนวน ส.ส. ในสภา จึงไม่ใช่ตัวแปรเดียวที่จะทำให้การซื้อขายเสียงลดลง แต่ขนาดเขตเลือกตั้ง จะเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและตัวแทน

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - เมื่อจำนวน ส.ส. ในเขตเลือกตั้งมีมากขึ้น ทำให้ประชาชนมีทางเลือกหลายทางเมื่อประสบปัญหาเดือดร้อน เช่น ประชาชนสามารถพึ่งพา ส.ส. ได้หลายคน ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน
  • - การขยายเขตเลือกตั้ง และ/หรือการเพิ่มจำนวน ส.ส. ในเขตเลือกตั้ง จะทำให้จำนวนเขตเลือกตั้งน้อยลง จึงเป็นการประหยัดงบประมาณที่ใช้จ่ายในการเลือกตั้ง
  • - ถ้าให้เขตเลือกตั้งมี ส.ส. ได้มากกว่า 1 คน และให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิได้เพียงเสียงเดียว จะส่งผลให้พรรคการเมืองขนาดเล็กมีตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่ในสภามากขึ้น คล้ายกับระบบเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ที่ไม่มีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

  • - ประชาชนทั้งประเทศมีสิทธิในการเลือกตั้งไม่เท่าเทียมกัน กล่าวคือ ประชาชนที่อยู่ในเขตเลือกตั้งใหญ่ มี ส.ส. ได้ 3 คน มีสิทธิเลือกตั้งได้ 3 เสียง ในขณะที่ประชาชนที่อยู่ในเขตเลือกตั้งขนาดเล็ก อาจใช้สิทธิเลือกตั้งได้เพียงเสียงเดียว
  • - ถ้าให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งได้หลายเสียง อาจไม่รู้ว่าจะลงคะแนนเสียงให้ใครบ้าง เพราะคนส่วนมากจะชอบผู้สมัครหนึ่งหรือสองคนอย่างชัดเจน แต่คะแนนเสียงที่เหลือไม่ได้สะท้อนความชอบที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการลงคะแนนเสียงแบบทิ้งขว้าง เกิดคะแนนเสียเปล่า (wasted votes) และได้ ส.ส. ที่ได้รับเลือกตั้งเพราะ "พ่วง" มาจากการหาเสียงหรือซื้อเสียงแบบยกทีม
  • - ระบบเลือกตั้งเช่นนี้ ทำให้เกิดการแข่งขันกันเองระหว่างผู้สมัครของพรรคการเมืองเดียวกัน ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ และแบ่งเป็นกลุ่ม ก๊วน ภายในพรรค

                ข้อเสนอ

  • - ไม่ควรกลับไปใช้ระบบเลือกตั้งที่ใช้ในอดีตก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ถ้ายังไม่มีความชัดเจนถึงผลดี ผลเสีย ของระบบเลือกตั้งใหม่ ควรใช้ระบบเลือกตั้งเดิมตามที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • - ควรระมัดระวังไม่ให้การกำหนดขนาด และแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นไปในลักษณะเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม เพราะพรรคการเมืองแต่ละพรรคย่อมมีฐานคะแนนเสียงของตนในแต่ละเขตเลือกตั้ง

               

ฝ่ายนิติบัญญัติ

7. ควรให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนลำดับถัดไปเป็น ส.ส. แทนผู้สมัครที่ได้ใบเหลืองใบแดงโดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่หรือไม่

               

ความเป็นมา

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้นเป็นองค์กรอิสระตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นหน่วยงานทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ควบคุมดูแล รวมไปถึงการกำหนดโทษต่อผู้กระทำผิดต่อการเลือกตั้งในกรณีต่างๆด้วย

จากการเลือกตั้งนับตั้งแต่ปี 2544 ที่การเลือกตั้งทั่วไปถูกจัดขึ้นโดยกกต.นั้น มีการกำหนดโทษต่อผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีการเลือกตั้งใหม่หลายครั้ง ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า การเลือกตั้งซ่อมหลายครั้ง ในหลายพื้นที่นั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้วหรือไม่

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - หากให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนในลำดับถัดไปได้เป็น ส.สแทนผู้สมัครที่ได้ใบเหลือง หรือใบแดงโดยไม่ต้องเลือกตั้งก็จะเป็นการประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง และเป็นการประหยัดเวลาของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายด้วย

        ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

  • - หากให้มีการเลื่อนผู้ที่ได้คะแนนในลำดับถัดไปจากผู้ชนะในเขตเลือกตั้งนั้นๆ ขึ้นมาแทนผู้ที่ชนะเลือกตั้งแต่ต้องโทษใบเหลือง หรือใบแดงจากกกต. อาจขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เพราะผู้ที่จะได้เป็นส.ส.แทนนั้นไม่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในเขตเลือกตั้ง ขัดกับหลักการเรื่องเจตจำนงของประชาชน ส่งผลให้ส.ส.ของเขตนั้นกลายเป็นผู้แทนของคนส่วนน้อยไป

        ข้อเสนอ

  • - ยังไม่ชัดเจน

ฝ่ายนิติบัญญัติ

8. ส.ว. ควรมาจากการสรรหาจากตัวแทนของทุกภาคส่วนในสังคมแทนการเลือกตั้งโดยตรงหรือไม่

               

ความเป็นมา

                สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.นั้นในอดีตมีที่มาจากการแต่งตั้ง แต่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งส.ว.โดยตรงจากประชาชนเป็นครั้งแรกในปี 2543 โดยมีวาระในการดำรงตำแหน่ง 6 ปี และสามารถดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียวเท่านั้น

                ส.ว.ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 นั้นต้องการให้มีความเป็นกลาง สามารถทำหน้าที่เป็นสภาตรวจสอบ กลั่นกรองกฎหมายจากสภาผู้แทนราษฎร และทำหน้าที่ในการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ รวมถึงการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ได้อย่างเที่ยงธรรม และเป็นกลาง จึงกำหนดให้ผู้สมัครเลือกตั้งเป็นส.ว.นั้นต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองใดๆ และพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปีจนถึงวันเลือกตั้ง อีกทั้งยังห้ามมิให้ผู้สมัครหาเสียงเลือกตั้งอีกด้วย โดยทำได้เพียงการแนะนำตัวเท่านั้น

ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - การสรรหาส.ว. จากตัวแทนของทุกภาคส่วนในสังคมแทนการเลือกตั้งโดยตรงนั้นจะทำให้ได้ส.ว.ที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน และมีความหลากหลาย
  • - การให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งดังที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงได้
  • - การเลือกตั้งส.ว.ที่ผ่านมาไม่สามารถเป็นองค์กรตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของสังคม ดังนั้นอาจเป็นการดีกว่าถ้ามาจากการสรรหาผู้มีความสามารถแท้จริง
  • - การเลือกตั้งส.ว.ทำให้พรรคการเมืองส่งคนเข้าไปลงสมัครรับเลือกตั้งได้ กล่าวได้ว่ามีพรรคการเมืองหนุนหลังส.ว.อยู่นั่นเอง
  • - เป็นการป้องกันส.ว.ที่เป็นเครือญาติ หรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับส.ส. และส.ว.
  • - เป็นการตัดบทบาทของหัวคะแนน และเครือข่ายนักเลือกตั้ง

            ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

  • - ในสังคมไทยกลุ่มอาชีพต่างๆ ยังไม่มีองค์กรที่เป็นตัวแทนของภาคส่วน และกลุ่มสาขาอาชีพ อย่างแท้จริง การสรรหาตัวแทนด้วยวิธีนี้จึงอาจทำให้ ส.ว.ที่ได้มาจากกลุ่มจัดตั้งที่ผูกขาดอำนาจ ทำให้ไม่เกิดความเป็นตัวแทนของทุกภาคส่วนอย่างที่ตั้งใจ
  • - เป็นการขัดต่อหลักการประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นผู้เลือกผู้แทน
  • - ถ้าให้ส.ว. มาจากการสรรหาอาจจะกลับไปคล้ายกับวิธีการได้มาของส.ว.จากการแต่งตั้งในอดีต (ที่มาจากการเสนอชื่อโดยนายกรัฐมนตรี) ซึ่งส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งนั้นมักจะมาจากข้าราชการประจำ อดีตทหาร พลเรือน ตำรวจ และคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจทางการเมือง
  • - ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีความเป็นตัวแทน หรือสำนึกของความเป็นตัวแทนจากประชาชนอย่างแท้จริง
  • - ที่มาของคณะกรรมการสรรหา อาจเป็นประเด็นปัญหา เช่นเดียวกับการสรรหาองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540

            ข้อเสนอ

  • - ยังไม่ชัดเจน
  • - กรณีที่ต้องการให้ส.ว.มาจากการสรรหา อาจใช้วิธีการคัดเลือกโดยตัวแทนของกลุ่มต่างๆ จากทุกภาคส่วนของสังคม อยู่ในรูปแบบคล้ายกับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กันในหลายประเทศ ยกตัวอย่าง เช่น ในประเทศฝรั่งเศส สภาที่ปรึกษามีที่มาจากตัวแทนของสมาชิกสภาเทศบาล สมาชิกสภาท้องถิ่น เป็นต้น

ฝ่ายนิติบัญญัติ

9. ถ้า ส.ว.มาจากการสรรหาควรให้มีอำนาจถอดถอนนักการเมืองหรือไม่

               

ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - เป็นการเพิ่มช่องทางในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ และนักการเมืองอีกทางหนึ่ง

           

            ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

  • - ถ้าให้ส.ว.มาจากการสรรหาและให้อำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ อาจเป็นเหตุให้ส.ว.ถูกครอบงำ หรือซื้อตัวโดยผู้มีอำนาจทางการเมืองได้
  • - ถ้ากระบวนการสรรหา และที่มาของคณะกรรมการสรรหาไม่โปร่งใส ส.ว.ที่ได้มาอาจถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางในการทำหน้าที่ต่างๆ ซึ่งรวมถึงหน้าที่ในการถอดถอนนักการเมืองด้วย

                ข้อเสนอ

  • - ยังไม่ชัดเจน

ฝ่ายบริหาร

                1. นายกรัฐมนตรีควรมาจาก ส.ส. โดยตรงและควรคงสมาชิกภาพ ส.ส. ในขณะเดียวกันหรือไม่

                ความเป็นมา

                ถึงแม้ว่าหลักการประชาธิปไตยที่สำคัญประการหนึ่งคือ หลักการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างฝ่าย นิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ แต่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา จะตั้งอยู่บนหลักการเชื่อมโยงอำนาจ (Fusion of Powers) เป็นสำคัญ กล่าวคือ ฝ่ายบริหารมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง และได้รับการเสนอชื่อให้ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหารโดยสภานิติบัญญัติ ดังนั้นสภานิติบัญญัติจึงใช้อำนาจตรวจสอบ และถอดถอนได้อย่างใกล้ชิด

                การให้นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นความพยายาม แบ่งแยกอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ และบริหารอย่างชัดเจน

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - การไม่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากส.ส.นั้น เป็นการเปิดช่องทางให้บุคคลภายนอกรัฐสภาได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งอาจมีความจำเป็นในกรณีที่ไม่มีส.ส.ในสภาที่เหมาะสมต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลย
  • - นายกรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส. จะเป็นบุคคลที่ประชาชนและสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ให้การยอมรับและสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี
  • - นายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภา มีฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารในขณะเดียวกัน ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการกำหนดนโยบาย ดังนั้นจึงควรที่จะคงสมาชิกภาพการเป็นส.ส.ไว้
  • - การคงสมาชิกสภาพของส.ส.ของนายกฯและคณะรัฐมนตรีจะทำให้บุคคลเหล่านี้ให้ความสำคัญกับกระบวนการรัฐสภา ซึ่งจะส่งเสริมความสัมพันธ์ และความใกล้ชิดระหว่างการทำงานของฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ
  • - การให้คณะรัฐมนตรีต้องลาออกจากสมาชิกสภาพของส.ส. ทำให้นายกฯมีอำนาจเหนือรัฐมนตรีอย่างเด็ดขาด

        ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

  • - การให้ฝ่ายบริหารคงสมาชิกภาพส.ส. เป็นการให้บุคคลหนึ่งคนทำหน้าที่ทั้งบริหาร และนิติบัญญัติในขณะเดียวกัน ซึ่งเป็นการใช้อำนาจซ้ำซ้อน
  • - การให้คณะรัฐมนตรีพ้นสมาชิกภาพส.ส. ทำให้การแบ่งแยกอำนาจมีความชัดเจน
  • - หากพิจารณาจากรัฐธรรมนูญต่างประเทศที่ห้ามสมาชิกรัฐสภาเป็นรัฐมนตรีจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญต่างประเทศก็มีบทบัญญัติทำนองเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ของไทย ซึ่งการนำแนวคิดนี้มาใช้ในไทยนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่จะใช้ในการแก้ปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาลผสมเช่นเดียวกับสภาพที่เกิดในฝรั่งเศสก่อน ค.ศ. 1962

                ข้อเสนอ

  • - ขึ้นอยู่กับมุมมองว่าต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากกว่ากัน ระหว่างความราบรื่นในการทำงาน หรือหลักการแบ่งแยกอำนาจที่ต้องการให้มีผู้กำหนดนโยบาย และมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน

ฝ่ายบริหาร

                2. ควรกำหนดให้นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งได้เพียงไม่เกิน 2 วาระติดต่อกันหรือไม่เกิน 8 ปี เท่านั้นหรือไม่

               

ความเป็นมา

                รัฐธรรมนูญ 2540 ไม่มีบทบัญญัติว่านายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินกี่สมัย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะตามประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมานั้นยังไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งคนใดสามารถบริหารงานได้จนครบวาระ 4 ปีเลย ดังนั้นข้อกำหนดในการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีจึงไม่เคยปรากฏมาก่อน จนกระทั่งช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีมี่ผ่านมานี้เอง ที่สังคมเริ่มเกิดคำถามว่าถ้านายกรัฐมนตรีมีอำนาจมากเกินไป เราควรจะมีการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งเพื่อป้องกันการทุจริต รวมไปถึงการสืบทอดอำนาจหรือไม่

                ข้อควรสังเกตคือในระบบรัฐสภานั้นมีวาระในการดำรงตำแหน่งไม่ตายตัวแน่นอนเหมือนระบบประธานาธิบดี เนื่องจากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการยุบสภาอยู่เสมอ ซึ่งทำให้วาระในการดำรงตำแหน่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และฝ่ายบริหารมีแนวโน้มที่จะอยู่ไม่ครบวาระ

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินสองสมัยติดต่อกันเป็นการป้องกันการทุจริต คอรัปชั่นได้ทางหนึ่ง
  • - การดำรงตำแหน่งได้อย่างไม่มีการจำกัดวาระ เป็นการวางรากฐานทางการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจ และผลประโยชน์ของนักการเมืองได้
  • - นายกรัฐมนตรีรู้ว่าตนมีวาระการดำรงตำแหน่งที่จำกัด จึงอาจเร่งสร้างผลงานเพื่อให้ได้เป็นที่จดจำของผู้คนหลังพ้นวาระไปแล้ว

        ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

  • - ข้อดีของการดำรงตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานก็คือ แนวนโยบายต่างๆของรัฐบาลจะมีความต่อเนื่อง สามารถดำเนินโครงการที่ต้องลงทุนสูง ใช้ระยะเวลายาวนานได้ โดยไม่ต้องเกรงว่าโครงการจะถูกยกเลิกไปโดยรัฐบาลอื่นที่มาบริหารงานต่อ
  • - ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประพฤติมิชอบ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมือง อาจเร่งตักตวงผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ เพราะรู้ว่าดำรงตำแหน่งได้เป็นเวลาจำกัด
  • -

               

ข้อเสนอ

  • - อาจพิจารณากำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี เช่น นายกรัฐมนตรีบริหารงานได้ไม่เกิน 2 สมัย สมัยละ 3 ปี เป็นต้น โดยระยะเวลาที่กำหนด ควรสอดคล้องโลกทัศน์เรื่อง "เวลา" ของสังคมไทย (คนไทยมักเบื่อหน่ายและหมดความอดทนกับรัฐบาลตั้งแต่ช่วงปีที่เท่าไหร่)

ฝ่ายบริหาร

                3. ควรห้ามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งในระหว่างการดำรงตำแหน่งและเมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้วในระยะเวลาหนึ่ง  หรือไม่

                ความเป็นมา

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มีบทบัญญัติเพื่อป้องกันการทุจริตจากฝ่ายบริหารว่ารัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย เป็นการห้ามเฉพาะมิให้ รัฐมนตรีถือหุ้น แต่มิได้ห้ามภรรยา บุตรหรือบุคคลใกล้ชิดอื่นๆ ถือหุ้นด้วย ทำให้รัฐมนตรีอาจเลือกที่จะโอนหุ้นส่วนที่ถือครองอยู่ให้กับบุคคลเหล่านี้ "ถือหุ้นแทน" ซึ่งจะเป็นการกระทำที่ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการป้องกันมิให้ฝ่ายบริหารคงไว้ซึ่งอำนาจในการบริหารจัดการกิจการของตนในระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อป้องกันปัญหาการทับซ้อนของผลประโยชน์ของธุรกิจส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม

นอกจากนี้ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2544 เป็นต้นมาได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนในคณะรัฐมนตรีได้รับสัมปทานของรัฐจำนวนมากทำให้เกิดคำถามในสังคมต่อความโปร่งใสของผู้มีอำนาจทางการเมือง

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - ควรห้ามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งในระหว่างการดำรงตำแหน่งและเมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้วในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อป้องกันปัญหาการทับซ้อนผลประโยชน์ของธุรกิจส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ควรหมายความรวมถึงการห้ามถือหุ้นแทนของภรรยา บุตรหรือบุคคลใกล้ชิดอื่น ๆ ด้วย

        ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

        -

        ข้อเสนอ

  • - ต้องมีการแก้ไขบทบัญญัติให้ครอบคลุมการห้ามการคงสัมปทานที่ได้รับแล้วก่อนหน้านั้นไว้ด้วย
  • - ควรกำหนดบทลงโทษให้ชัดเจน และรุนแรงสำหรับรัฐมนตรีที่ละเมิดในเรื่องนี้

ฝ่ายบริหาร

                4. นายกรัฐมนตรีควรถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจและถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้น    หรือไม่

               

ความเป็นมา

รัฐธรรมนูญ 2540 ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีว่า การขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีจะกระทำได้ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายดังกล่าวไม่น้อยกว่า 2 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่ โดยต้องมีการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมาด้วย และหากเป็นการยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีกรณีมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ต้องยื่นถอดถอนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติด้วย เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้การขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีทำได้ยาก

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - หากนายกรัฐมนตรีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจและถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มที่ และเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ในด้านการถ่วงดุลอำนาจที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ต้องตรวจสอบฝ่ายบริหาร
  • - การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจและถูกตรวจสอบได้ยาก ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้เต็มที่และฉับพลันทีนเหตุการณ์ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการทุจริตเกิดขึ้น

        ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

  • - หากนายกรัฐมนตรีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจและถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ทำให้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
  • - การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจและถูกตรวจสอบได้ยากเป็นไปเพื่อให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์ คือ มีเป้าหมายที่แน่ชัดและมีความเป็นไปได้ที่จะล้มรัฐบาล เพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ไม่ใช่การอภิปรายเพื่อเป้าหมายเพียงการสั่นคลอนรัฐบาลเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

                ข้อเสนอ

  • - ควรลดจำนวนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีลงจาก 2 ใน 5 เหลือ 1 ใน 5 หรืออนุญาตให้ส.ส. หรือ ส.ว. เพียงคนเดียวก็สามารถขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ เป็นต้น
  • - กฎหมายข้อมูลข่าวสารต้องบังคับใช้ได้จริง เพื่อการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

ฝ่ายบริหาร

                5. ควรกำหนดให้ชัดเจนว่ากรณีที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแม้ว่าจะเป็นเพียงการให้รอลงอาญาก็ควรให้พ้นจากตำแหน่งด้วยหรือไม่

               

ความเป็นมา

ที่ผ่านมา เกิดปัญหาการตีความทางกฎหมายในกรณีอยู่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ถูกฟ้องคดี และเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก ปัญหาคือจะต้องถูกจำคุกจริง ๆ จึงจะถือว่าพ้นจากตำแหน่ง หรือเพียงแค่เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก และโทษจำคุกให้รอลงอาญาเพียงแค่นี้ ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวก็ควรพ้นจากตำแหน่งด้วย

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

  • - การกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงเมื่อถูกดำเนินคดีและศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกถึงแม้โทษจำคุกให้รอลงอาญาก็ตามก็ควรพ้นจากตำแหน่ง เป็นการป้องกันความเสียหายเสียแต่เนิ่นๆ และเป็นการลดปัญหาการตีความกฎหมาย

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

  • - การกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงเมื่อถูกดำเนินคดีและศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกถึงแม้โทษจำคุกให้รอลงอาญาก็ตามก็ควรพ้นจากตำแหน่ง เป็นการไม่เป็นธรรมกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวหากสุดท้ายแล้วศาลพิพากษาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนนั้นไม่มีความผิด
  • - การกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงเมื่อถูกดำเนินคดี สมควรให้กระบวนการทางศาลเสร็จสิ้นกระบวนความเสียก่อน ถึงจะพ้นจากตำแหน่ง อาจเกิดความเสียหายหรือการทุจริตเกิดขึ้นระหว่างรอการะบวนการทางศาลเสร็จสิ้นได้

                ข้อเสนอ

  • - สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรสร้างธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นการรับผิดชอบต่อประชาชน แทนการบังคับในรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายบริหาร

                6. นายกรัฐมนตรีต้องมาตอบกระทู้ถามในสภาหรือไม่

               

ความเป็นมา

การตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ถือเป็นวิธีการหนึ่งในการตรวจสอบอำนาจของฝ่ายบริหารโดยรัฐสภา ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2540 ที่ผ่านมา ได้ให้สิทธิแก่สมาชิกรัฐสภาในการยื่นกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ได้ แต่กฎหมายก็บัญญัติให้สิทธิของรัฐมนตีที่จะไม่ตอบกระทู้นั้นเมื่อเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือผลประโยชน์ของประเทศ ได้

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

การที่นายกรัฐมนตรีจะต้องมาตอบกระทู้ถามในสภาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการชี้แจงการบริหารประเทศ เพราะถือว่าเป็นการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร และเป็นช่องทางที่ทำให้ฝ่ายบริหารได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง นอกจากนี้ วิธีการตั้งกระทู้ถาม ก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ง่ายและทันต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในการบริหารประเทศ

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

                การที่นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องตอบคำถามในสภา อาจเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับนายกรัฐมนตรี และทำให้การบริหารประเทศเกิดความล่าช้า

                ข้อเสนอ

                                -

จริยธรรม

                1. ควรมีการกำหนดจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมืองและมีบทลงโทษกรณีที่ฝ่าฝืนด้วยหรือไม่

               

ความเป็นมา

นักการเมือง ถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนในการบริหารประเทศ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีจริยธรรมและคุณธรรมคอยกำกับการปฏิบัติหน้าที่ การที่นักการเมือง เช่น ส.ส. ปฏิบัติตนขัดกับจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา ด้วยการรับสินบนเพื่อยกมือสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้มติที่เกิดขึ้น ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสียหายโดยรวมต่อประเทศ

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นด้วย

การกำหนดจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมืองและมีบทลงโทษกรณีที่ฝ่าฝืน ทำให้นักการเมืองต้องประพฤติตนอยู่ในกรอบจริยธรรมที่กำหนดไว้

                ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วย

                การสรรหาองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมของนักการเมืองว่าฝ่าฝืนจริยธรรมและคุณธรรมหรือไม่ จะต้องมีความเป็นกลาง ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก

                ข้อเสนอ

  • - สร้างธรรมเนียมปฏิบัติให้นักการเมืองต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แทนการบังคับในรัฐธรรมนูญ
  • - ควรสร้างกลไกเข้ามาช่วยตรวจสอบจริยธรรมของนักการเมือง ในลักษณะที่คล้ายกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ให้เป็นศาลฎีกาแผนกจริยธรรมของนักการเมือง เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของนักการเมืองโดยตรง ทั้งนี้ กลไกดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งสามารถฟ้องร้อง ส.ส. ได้
ไฟล์แนบขนาด
กรอบที่ 2.doc170 KB

Powered by Drupal - Modified by Metamedia Technology Co.,Ltd., original by Danger4k