จากการลงศึกษาในภาคสนามของศูนย์การศึกษาวิจัยการเมืองไทย( Thai Politics Research Center ) ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และจากข้อมูลที่เครือข่ายต่าง ๆ ช่วยประสานงานจัดหาให้ทางศูนย์ (ในช่วงก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญจะเผยแพร่) ได้มีประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจทั้งในด้านของการให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพ ด้านโครงสร้างทางการเมือง และรวมถึงการเรียกร้องในเรื่องของปากท้อง ดังนี้
ภายใต้ "โครงการส่งเสริมการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมือง" ศูนย์การศึกษาวิจัยการเมืองไทย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับมอบหมายจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและข้อมูล ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นของประชาชนผ่านกลุ่มเครือข่ายต่าง ๆทั่วประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ จัดทำเป็นสรุปประเด็นความคิดเห็นและข้อเสนอของประชาชนต่อรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการร่างรัฐธรรมนูญ
คณะทำงานประมวลข้อมูลความคิดเห็นประชาชนเพื่อรัฐธรรมนูญของศูนย์ฯ ได้ประสานงานกับเครือข่ายต่าง ๆ ในการดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูล ตลอดจนลงพื้นที่สังเกตการณ์การประชุมในเวทีต่าง ๆ ของเครือข่าย นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและข้อมูล ยังได้จัดทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน (Poll) และคู่มือประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเพื่อเผยแพร่ให้กับประชาชนด้วย การทำงานทั้งหมดอยู่ภายใต้ศูนย์การศึกษาวิจัยการเมืองไทย www.thprc.org คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากการดำเนินงานตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทางศูนย์ฯ ขอขอบคุณเครือข่ายต่าง ๆ ที่ให้ความร่วมมือในการส่งข้อมูลให้กับศูนย์ฯ ด้วยดีตลอดมา ข้อมูลที่ได้รับดังกล่าว ได้ถูกนำมาวิเคราะห์และประมวลเป็นประเด็นต่าง ๆ ตามเอกสารฉบับนี้
หากต้องการติดต่อคณะทำงานประมวลข้อมูลความคิดเห็นประชาชนเพื่อรัฐธรรมนูญ สามารถติดต่อได้ที่ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 หรือ thaiconstitution2007@gmail.com หรือ โทรสาร 02-218-7213 หรือ โทรศัพท์ 084-996-4554 (คุณอรุณี สัณฐิติวณิชย์)
รายชื่อคณะทำงานประมวลข้อมูลความคิดเห็นประชาชนเพื่อรัฐธรรมนูญ
|
รองศาสตราจารย์ ดร.เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา นายสรัล ราชซ้าย น.ส. ชาลิศร์ รักแผน น.ส. กมลวรรณ เริงสำราญ นายธีระพล เกรียงพันธุ์ น.ส. ชนิตา สุวรรณะ |
อาจารย์ ดร.อรอร ภู่เจริญ น.ส.อรุณี สัณฐิติวณิชย์ น.ส.จิรายุ ชาญเลขา นางทิชา ทิมพูล น.ส. อรรถวรรณ ไทโยธิน น.ส.จันทร์อนงค์ ไตรทิพย์รุ่งโรจน์ |
อาจารย์เวียงรัฐ เนติโพธิ์ (Ph.D. Candidate) น.ส. นิศาชล พรมรินทร์ นายวีรวุฒ วีระพันธ์เทพา น.ส.สุพรรณษา สุราคง น.ส.ดารินทร์ วิชระอนนท์ |
บทสรุปการสังเคราะห์และวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นจากภาคประชาชน
รองศาสตราจารย์.ดร.เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา
อาจารย์ ดร.อรอร ภู่เจริญ
โดยหลักแล้วรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งจะเป็นการปกครองในประเทศที่ใช้หลักการปกครองโดยหลักนิติธรรม (Rule of law) หรือหลักบังคับแห่งกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้มีการใช้กฎหมายเป็นสิ่งที่สร้างหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังนั้น ความสำคัญสูงสุดของรัฐธรรมนูญในทางรัฐศาสตร์คือการเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมิให้ผู้ปกครองหรือนักการเมืองมาละเมิด
ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญก็มีความสำคัญในด้านอื่นด้วยเช่นกัน เพราะรัฐธรรมนูญจะเป็นกรอบทางกฎหมายที่จะกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางการเมืองการปกครองหรือองค์กรทางการเมือง เช่น กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล รัฐสภา และศาล เป็นต้น โดยรัฐธรรมนูญจะระบุขอบเขตของอำนาจของแต่ละองค์กรว่ามีเพียงไร และมีความสัมพันธ์กับองค์กรการเมืองอื่นอย่างไร
โดยหลักแล้ว มาตราต่าง ๆ ที่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญจะตอบสนองต่อหลักการใหญ่ ๆ ที่ได้กล่าวไปนี้ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้รัฐธรรมนูญไม่สามารถใส่เรื่องทุกเรื่องไว้ได้หมด เพราะเป็นไปไม่ได้ รายละเอียดต่าง ๆ ในหลาย ๆ เรื่องจึงต้องระบุไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือแม้แต่ในพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อรองรับหลักการในรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ได้มีข้อถกเถียงกันอย่างมากมายในปัจจุบันว่า ถ้ามีรัฐธรรมนูญแล้วไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ปากท้องของประชาชนอิ่มแล้ว จะมีรัฐธรรมนูญไปทำไม ซึ่งจากข้อถกเถียงต่าง ๆ เหล่านี้ได้ทำให้เกิดความต้องการทำให้หลักการต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญ นอกจากจะเป็นการสร้างหลักประกันให้กับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังต้องมีอะไรที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในการสนองตอบต่อความต้องการในชีวิตของประชาชน แต่ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเราไม่สามารถที่จะกำหนดความต้องการทุกอย่างลงไว้ในรัฐธรรมนูญได้หมด ดังนั้น ความเหมาะสมของขอบเขตของมาตราต่าง ๆ ที่จะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อสนองต่อการให้ปากท้องอิ่ม จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นกัน
จากการลงศึกษาในภาคสนามของศูนย์การศึกษาวิจัยการเมืองไทย ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และจากข้อมูลที่เครือข่ายต่าง ๆ ช่วยประสานงานจัดหาให้ทางศูนย์ (ในช่วงก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญจะเผยแพร่) ได้มีประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจทั้งในด้านของการให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพ ด้านโครงสร้างทางการเมือง และรวมถึงการเรียกร้องในเรื่องของปากท้อง ดังนี้
1. ข้อเสนอเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
กลุ่มตัวอย่างต้องการให้รัฐธรรมนูญบัญญัติเรื่องสิทธิและเสรีภาพในประเด็นต่างๆ ดังนี้ ประการที่หนึ่งคือเรื่อง สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลที่ต้องการให้เพิ่ม "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิและเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองตั้งแต่อยู่ในครรภ์" ซึ่งหมายรวมถึงทารกในครรภ์ ประเด็นนี้ไม่เคยมีบัญญัติในรัฐธรรมนูญไทย และเป็นประเด็นที่กระทบถึงการทำแท้ง หน้าที่ของพ่อแม่และรัฐในการดูแลทารกในครรภ์ และสิทธิต่างๆของทารกในครรภ์ นอกจากนี้ในมาตรา 51 กล่าวถึงสิทธิของเด็กและเยาวชนว่าได้รับความคุ้มครองจากรัฐจากการใช้ความรุนแรงและปฏิบัติไม่เป็นธรรม แต่ทั้งนี้ไม่ได้กล่าวถึงทารกในครรภ์ แต่ประการใด
ประการที่สองกลุ่มตัวอย่างเสนอว่า "บุคคลไม่ว่าจะเกิด ณ แห่งหนใดในราชอาณาจักรไทยย่อมมีสิทธิในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และเป็นพลเมืองโดยเท่าเทียมกัน" ข้อเสนอนี้บรรจุอยู่ในมาตราที่ 30 เรื่องความเสมอภาคแล้ว คือห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมในเรื่องถิ่นกำเนิด
นอกจากนี้มีข้อเสนอให้เพิ่ม "บุคคลมีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมจากรัฐและเอกชน" ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ยังไม่ได้กล่าวถึงการใช้ความรุนแรงของรัฐ แต่กล่าวถึงการลงโทษด้วยวิธีการโทษร้าย การจับกุมขัง (มาตรา 32)
ข้อเสนอสุดท้ายคือ "บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการเลือกดำเนินชีวิตแห่งตนตั้งแต่เกิดจนตาย" ประเด็นนี้จะต้องได้รับการขยายความว่าควรหมายความรวมถึงการดำเนินชีวิตในเรื่องใดบ้าง ในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ได้คุ้มครองเรื่องสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย (มาตรา 32) ที่อยู่อาศัย (มาตรา 33) การเดินทางในประเทศ (มาตรา 34) ข้อมูลส่วนตัว (มาตรา 35) การสื่อสาร (มาตรา 36) การนับถือศาสนา (มาตรา 37) กระบวนการยุติธรรม (มาตรา39) ทรัพย์สิน (มาตรา 41) การประกอบอาชีพ (มาตรา 43) การแสดงความคิดเห็น (มาตรา 45) และอื่นๆไว้บ้างแล้ว
ส่วนประเด็นย่อยในเรื่องสิทธินั้นมีการเสนอความคิดเห็นหลายประเด็นด้วยกัน กล่าวโดยสรุปมีดังนี้
- 1. สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา
- 1.1 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดให้
- 1.2 บุคคลมีสิทธิเลือกและตัดสินใจในการจัดทำหลักสูตรการศึกษาทางเลือกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการและวิถีชีวิตของตนและชุมชนของตน
- 2. สิทธิในการรับบริการสาธารณะและสวัสดิการจากรัฐ
- 2.1 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน
- 2.2 บุคคลผู้ยากไร้ หรือด้อยโอกาสหรือไร้ที่อยู่อาศัยมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ
- 2.3 บุคคลผู้พิการย่อมมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือและได้รับบริการสาธารณะอันเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกจากรัฐ
- 3. สิทธิในข้อมูลข่าวสาร
- 3.1 บุคคลมีสิทธิใช้คลื่นความถี่เท่าเทียมกับรัฐ
- 3.2 บุคคลมีสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากรัฐอย่างทั่วถึง เปิดเผยและโปร่งใส
- 4. สิทธิในการนับถือศาสนา
- 4.1 บุคคลมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา
- 5. สิทธิในทรัพย์สิน
- 5.1 บุคคลย่อมมีสิทธิในที่ทำกินอันเป็นทรัพย์สินของตน
- 6. สิทธิในการประกอบอาชีพ
- 6.1 บุคคลมีสิทธิเท่าเทียมกันในการประกอบอาชีพ
- 7. อื่นๆ
- 7.1 ให้ใช้คำว่า "ผู้พิการ" แทน "คนพิการ" ในรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ประเด็นต่างๆเหล่านี้ได้บรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วทั้งสิ้น
2. ข้อเสนอเกี่ยวกับสิทธิชุมชน
กลุ่มตัวอย่างต้องการให้บรรจุเรื่องสิทธิของชุมชนเป็นหมวดเฉพาะไว้รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 65-66 ได้กำหนดเรื่องสิทธิชุมชนไว้แล้ว โดยได้ขยายความหมายคำว่าชุมชน ให้รวมถึงชุมชนทุกลักษณะและไม่จำเป็นต้องเป็นชุมชนดั้งเดิม จากการประมวลข้อมูลพบว่ากลุ่มตัวอย่างต้องการให้รัฐธรรมนูญบัญญัติเรื่องสิทธิชุมชนในประเด็นที่สำคัญได้แก่ เรื่องสิทธิชุมชนในการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะอันจะเกิดผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงการทำประชาพิจารณ์และลงประชามติในการยอมรับหรือปฏิเสธโครงการหรือการดำเนินการใดๆของรัฐอันเนื่องมาจากนโยบายสาธารณะ และการตั้งกิจการของเอกชนทั้งในและต่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในชุมชน ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 66 กำหนดเพียงให้รับฟังความคิดเห็นประชาชนก่อนทำโครงการ และเน้นเพียงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ แต่ไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบทางด้านสังคม วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และสาธารณสุขของชุมชน นอกจากนี้ยังเน้นเฉพาะการรับฟังความคิดเห็นซึ่งยังไม่ใช่การมีอำนาจร่วมในการตัดสินใจ และสุดท้ายมาตรานี้เน้นเฉพาะกระบวนการกำหนดนโยบายหรือโครงการ ทั้งๆที่ควรรวมขั้นตอนต่อไปคือการดำเนินการนโยบายหรือโครงการ และการประเมินผลของนโยบายหรือโครงการทั้งของรัฐและของเอกชนที่กระทบต่อชุมชนด้วย
ประเด็นต่อมาคือเรื่องสิทธิชุมชนในการฟ้องร้องจากการละเมิดโดยการกระทำของรัฐ และนายทุนที่ส่งผลกระทบต่อมลภาวะและสิ่งแวดล้อมของชุมชน มาตรา 65 รับรองสิทธิในการฟ้องหน่วยงานของรัฐในกรณีที่ไม่มีการทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือไม่มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชน แต่ไม่ได้กล่าวถึงสิทธิของชุมชนในการฟ้องร้องในกรณีที่เกิดผลกระทบทางลบต่อมลภาวะและสิ่งแวดล้อมของชุมชน
ส่วนเรื่องสิทธิชุมชนในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของชุมชนนั้น ได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา 65 นอกจากนี้ยังมีประเด็นย่อยอีกที่มีการเสนอมาแต่ยังไม่มีในร่างรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน คือ
- สิทธิชุมชนในการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับสภาพของชุมชนแต่ละชุมชน โดยรัฐต้องส่งเสริมการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้เพื่อปรับใช้ในชุมชน
- สิทธิชุมชนในการร่วมกันแก้ปัญหาของชุมชนโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
- สิทธิชุมชนในการอนุรักษ์ และจัดการบริหารทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ชุมชนโดยคนในชุมชนได้
- สิทธิชุมชนในการตรวจสอบสถานประกอบการต่างๆในชุมชน ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน
- สิทธิชุมชนในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ในชุมชนได้
- สิทธิชุมชนในการรวมตัวเพื่อจัดตั้งองค์กรของชุมชน โดยได้รับความช่วยเหลือ ส่งเสริมและสนับสนุนจากรัฐ
- สิทธิชุมชนในการได้รับการส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ในด้าน คุณธรรมและจริยธรรม เกษตรกรรม สถาบันการเงินชุมชน เศรษฐกิจชุมชน ประเพณีและวัฒนธรรมชุมชน
- สิทธิชุมชนในการใช้สื่อสาธารณะ
3. ข้อเสนอเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ
การกำหนดนโยบายสาธารณะใดก็ตามต้องให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียอย่างหนึ่งอย่างใด ที่เกี่ยวข้องกับตนและชุมชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดและแสวงหาทางเลือกในนโยบายสาธารณะนั้น
ในกรณีที่นโยบายสาธารณะนั้นอาจส่งผลกระทบต่อผลได้เสียของประชาชน หรือ เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จะต้องจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์และได้รับความยินยอมของประชาชนในพื้นที่ก่อน ซึ่งการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะในที่นี้ หมายรวมถึง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง การออกกฎหมาย การตัดสินใจทางการเมือง กำหนดนโยบายและการดำเนินโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประชาชน
ในกระบวนการนี้ ควรให้ภาคประชาชนเป็นกลไกอิสระที่ทำหน้าที่ในการกลั่นกรอง ตรวจสอบ วิเคราะห์ผลกระทบอันเกิดจากนโยบายของรัฐซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน ในขณะเดียวกัน รัฐควรมีหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลข่าวสารในประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะเรื่องนั้นๆ ตลอดจนให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ นอกจากนี้ การเสนอร่างพระราชบัญญัติต่างๆโดยภาคประชาชน ควรบัญญัติประเด็นต่าง ๆ ในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่าสชัดเจนและให้มีการบัญญัติกลไกการดำเนินการอย่างโปร่งใส
4. ข้อเสนอเกี่ยวกับสิทธิในการรวมตัวของประชาชน
กลุ่มตัวอย่างต้องการให้รัฐธรรมนูญบัญญัติเรื่องสิทธิในการรวมตัว โดยให้บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และให้บุคคลมีสิทธิในการรวมตัวเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สมัชชา สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เครือข่าย สภาชุมชน องค์กรเอกชน หรือหมู่คณะอื่น ๆ โดยรัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนและคุ้มครองการรวมตัวของประชาชนในรูปแบบต่างๆ และให้องค์กรที่เกิดจากการรวมตัวของภาคประชาชนเหล่านั้นสามารถดำเนินการที่เป็นสาธารณะประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปราศจากการแทรกแซงโดยรัฐหรือนายจ้าง (ในกรณีที่เป็นการรวมตัวกันของแรงงาน)
5. ข้อเสนอเกี่ยวกับการเกษตรกรรม
กลุ่มตัวอย่างต้องการให้รัฐธรรมนูญบัญญัติเรื่องเกี่ยวกับการเกษตร โดยให้รัฐสร้างและพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ทำการเกษตรให้ทั่วถึงและพอเพียงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ ให้รัฐจัดหากองทุนหมุนเวียนเพื่อการเกษตร และให้มีการจัดตั้งองค์กรการเกษตรแห่งชาติ (สภาเกษตรกรแห่งชาติ) ที่ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีรายละเอียดของข้อเสนอที่ให้ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เป็นสมาชิกองค์กรการเกษตรแห่งชาติซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ต่าง ๆ เช่น 1.การกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการเกษตรร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง 2.การบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตร เช่น ประกันราคา การหาตลาดรองรับ เป็นต้น 3.การจัดการกองทุนเพื่อการเกษตร 4.การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรแนวใหม่ 5.การสนับสนุนระบบสหกรณ์ของภาคเกษตรกรรม 6.การกำหนดและควบคุมพื้นที่การเกษตรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน 7.การจัดหาให้ได้รับงบประมาณอุดหนุนจากรัฐ 8.การปกป้องผลประโยชน์ด้านอื่น ๆ ให้แก่เกษตรกร
การสรรหาคณะผู้บริหารองค์กรการเกษตรแห่งชาติ ให้มาจากคณะสรรหาของกลุ่มเครือข่ายชุมชนเกษตรกร ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาการเกษตรกรรมและกสิกรรม ประชาชนในพื้นที่ในแต่ละอาชีพ
6. ข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน
การปฏิรูปที่ดิน ต้องคำนึงถึงการจัดสรรที่ดินทำกินอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ดังนั้น ในกระบวนการปฏิรูปที่ดิน ต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็นของชุมชนก่อน ตลอดจนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจการปฏิรูปที่ดินด้วย และให้มีการตรากฎหมายเกี่ยวกับป่าชุมชนด้วย นอกจากนี้ การบริหารจัดการที่ดิน ให้ใช้การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า และให้ชุมชนจัดสรรที่ดินทำกินเองภายในชุมชน และให้มีการสำรวจที่ดินทุก 5 ปี เพื่อวางแผนและพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยในทางปฏิบัติให้มีการกำหนดระยะเวลามาตรฐานการโอนโฉนดที่ดินจนถึงการได้รับเอกสารสิทธิ์ อย่างชัดเจน คือ ไม่เกิน 2 ปี
7. ข้อเสนอเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม
กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการให้รัฐธรรมนูญเน้นให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสังคมเท่าเทียมกับนโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเห็นได้จากการจัดลำดับของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 74 - 86 ทั้งนี้ ถึงแม้จะบัญญัติไว้เช่นนี้ แต่ในทางปฏิบัติจะทำอย่างไรให้นโยบายทางด้านสังคมได้รับความสำคัญมาขึ้นนั้น คงต้องมีการช่วยกันคิดและผลักดันต่อไป
เรื่องสวัสดิการด้านสุขภาพมีข้อเสนอดังนี้คือ รัฐต้องจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุ ผู้ทุพพลภาพ ผู้ด้อยโอกาส อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน จากการเทียบในมาตรา 79 ซึ่งกำหนดให้รัฐจัดสวัสดิการให้แก่คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการ แล้วพบว่ายังขาดคำว่า "อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม"
อีกประการหนึ่งที่มีการเสนอมาคือ รัฐต้องจัดให้มีหลักประกันสุขภาพให้กับประชาชนทุกโรคอย่างทั่วถึงและเสมอภาคโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ประเด็นนี้ไม่มีโดยตรงในร่างรัฐธรรมนูญ มีเพียงแต่มาตรา 79 ข้อ 2 ที่กำหนดให้รัฐจัดบริการสาธารณสุขที่ทั่วถึง แต่ไม่ได้กล่าวถึงหลักประกันสุขภาพ
กลุ่มตัวอย่างได้เสนอเรื่องหลักประกันสุขภาพให้ประกอบด้วย ข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรฐานการให้บริการของสถานพยาบาลของรัฐทุกแห่งที่ให้บริการโดยไม่เลือกปฏิบัติ โดยรัฐต้องสนับสนุนให้ทุกสถานพยาบาลของรัฐมีเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย และยาที่ใช้รักษาต้องมีมาตรฐานเดียวกัน การแสดงตนขอรับบริการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ ให้ใช้เพียงบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น
รัฐต้องสนับสนุนระบบสวัสดิการชุมชนโดยให้ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วม รัฐต้องให้เงินอุดหนุนระบบสวัสดิการชุมชนเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดสรรงบประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของรายจ่ายทั้งหมดให้กับกองทุนสวัสดิการชุมชน และให้มีคณะกรรมการกองทุนฯ เป็นผู้บริหาร ซึ่งประกอบด้วย ประชาชนในชุมชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของคณะกรรมการกองทุนฯ และมีข้อเสนอที่ละเอียดเช่นรัฐต้องจัดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,000 - 2,000 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ
ส่วนเรื่องสวัสดิการแรงงาน กลุ่มตัวอย่างเสนอดังนี้คือ รัฐต้องประกันการว่างงานของแรงงาน และจัดให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ โดยจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ เป็นองค์กรในกำกับของรัฐ เพื่อดูแลความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในการทำงานของแรงงาน เมื่อเทียบกับร่างรัฐธรรมนูยแล้ว เรื่องแรงงานสัมพันธ์นั้นมีกำหนดไว้ในมาตรา 83 ข้อ แต่ข้อเสนอการจัดตั้งองค์กรนั้นไม่มี
นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างในจังหวัดลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ได้เสนอให้มีการยอมรับเรื่องการบริการทางเพศ เป็นอาชีพหนึ่งของสังคมด้วย
8. ข้อเสนอเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจและบริการสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ
กลุ่มตัวอย่างเห็นว่ารัฐต้องจัดบริการสาธารณูปโภคอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม และต้องกำกับดูแลไม่ให้เกิดการผูกขาดทั้งทางตรงและทางอ้อมในการประกอบวิสาหกิจในภาคเอกชน ตลอดจนมีการควบคุมการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย ในด้านของระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับชุมชน รัฐต้องสร้างและพัฒนาระบบเศรษฐกิจของชุมชนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ให้เกิดเป็นเครือข่ายเศรษฐกิจชุมชนทั่วประเทศ
ยิ่งไปกว่านี้ กลุ่มตัวอย่างเสนอห้ามมิให้รัฐขาย จำหน่าย ถ่ายโอน หรือแปรรูปสาธารณสมบัติของชาติ ซึ่งประเด็นนี้จะไปเกี่ยวข้อกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นวิสาหกิจของรัฐซึ่งเป็นบริการสาธารณะ ที่หลายคนมีความเห็นว่าเป็นสมบัติของชาติ ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ มีการเสนอกันมากให้ประชาชนไทยทุกคนมีสิทธิเสมอกันในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยได้รับการศึกษาไม่น้อยกว่า 16 ปี หรือจากระดับประถมศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี โดยรัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง มีคุณภาพมาตรฐาน และโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ การจัดการศึกษาของรัฐต้องคำนึงถึงโอกาสทางการศึกษา ศักยภาพของบุคคลและการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เพื่อให้สถาบันศึกษาตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่นและรับใช้ท้องถิ่น
ในทางปฏิบัติ มีการเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการจัดการศึกษาของรัฐ การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งนี้ให้มีกฎหมายกำหนดและรองรับ ในด้านการศึกษานี้ ให้บรรจุความรู้เกี่ยวกับกฎหมายขั้นพื้นฐาน คุณธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมือง และความรู้เรื่องเพศศึกษา ไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ทั้งนี้และทั้งนั้น รัฐต้องสนับสนุนเงินทุนและเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้กับผู้ด้อยโอกาส
9. ข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดโครงสร้างทางการเมือง
กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นด้านการจัดโครงสร้างทางการเมืองโดยสามารถแบ่งเป็นประเด็นได้ดังนี้
1. นายกรัฐมนตรี
จะเกี่ยวข้องกับที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ ประชาชนซึ่งแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าอยากให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ก็มีประชาชนบางส่วนมีความเห็นที่แตกต่างออกไป คือ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดีเท่านั้นก็เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 ระบุไว้ว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเท่ากับว่านายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าระบบการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ตาม
2. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องวุฒิการศึกษา โดยมีความเห็นใน 2 ลักษณะ คือ ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าไม่ควรกำหนดวุฒิการศึกษาสำหรับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นการจำกัดคนดีมีความสามารถแต่ไม่มีวุฒิการศึกษาที่มีความตั้งใจจริงในการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะที่ อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นประชากรกลุ่มตัวอย่างในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน แสดงความคิดเห็นว่าควรที่จะกำหนดให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องมีวุฒิการศึกษาอย่างน้อยในระดับปริญญาตรี เพื่อที่จะได้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้ระบุว่าผู้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมีคุณสมบัติในการได้วุฒิปริญญาตรี
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจ โดยประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าควรลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลง เนื่องจากมีองค์กรปกครองท้องถิ่นเข้ามาดูแลประชาชนอย่างเพียงพอแล้ว และเพื่อที่จะลดงบประมาณของภาครัฐลง ตลอดจนทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องทำงานมากขึ้น และในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ได้เสนอให้มีการลดจำนวนทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกลงในอัตราส่วน 20% จากจำนวนที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 โดยในมาตรา 92 ให้มี ส.ส.เหลือ 400 คน (จากระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจำนวน 320 คนและจากระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน 80 คน) และในมาตรา 106 ให้มี ส.ว. เหลือ 160 คน
ในประเด็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ ได้มีความเห็นแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือให้ยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อและให้คงรูปแบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อเอาไว้ โดยประชาชนกลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าควรที่จะคงรูปแบบไว้ เสนอว่าควรคงไว้แต่ควรนำนักวิชาการมาสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อแทนนักธุรกิจหรือนายทุนของพรรคการเมือง ในเรื่องนี้ ในมาตรา 92 (ข้อ 2) ของร่างรัฐธรรมนูญเสนอให้คงระบบบัญชีรายชื่อหรือระบบสัดส่วนไว้ แต่ให้เปลี่ยนจากการใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งเดียวตามรัฐธรรมนูญ 2540 มาเป็น 4 เขตเลือกตั้งโดยแต่ละเขตมี ส.ส.ได้ 20 คน
ในประเด็นเรื่องระยะเวลาสังกัดพรรคการเมือง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรที่จะต้องมีระยะเวลาสังกัดพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียวไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการย้ายพรรคโดยการถูกซื้อตัว ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา 95 ก็ได้ระบุเช่นนี้ แต่ยกเว้นกรณีที่มีการยุบสภาให้เป็นสมาชิกพรรคใดพรรคหนี่งเพียงพรรคเดียวไม่น้อยกว่า 30 วันนับถึงวันเลือกตั้ง
ในเรื่องการได้รับใบเหลือง-แดงของผู้ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีความเห็นใน 2 ลักษณะ คือเลื่อนผู้สมัครที่ได้คะแนนลำดับถัดไป ให้เป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งในเขตนั้นทันทีหรือให้มีการเลือกตั้งใหม่ของผู้ที่ได้รับทั้งใบเหลือง-แดง เพื่อพิสูจน์ความจริง ในประเด็นนี้ คณะกรรมการเลือกตั้งจะไม่มีสิทธิเด็ดขาดเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2540 อีกต่อไป เพราะมาตรา 233 ของร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าถ้ามีการวินิจฉัยแล้ว (ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการประกาศผลการเลือกตั้ง) จะต้องส่งเรื่องผ่านไปทางศาลฏีกา
3. สมาชิกวุฒิสภา
ในเรื่องนี้มีข้อถกเถียงในเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีความเห็นใน 3 ลักษณะ คือ
1.ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าอยากให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
2.ประชาชนกลุ่มตัวอย่างในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันกับกรณีแรก มีความเห็นว่าอยากให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหาโดยเลือกมาจากทุกกลุ่มอาชีพ
3.มาจากการเลือกตั้งและสรรหา โดยสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งเข้ามา และสมาชิกวุฒิสภาส่วนที่เหลือให้มีที่มาจากการสรรหาจากทุกกลุ่มอาชีพ
โดยคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภานั้น ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าควรระบุ/ห้ามให้ผู้ที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น เครือญาติ สามี ภรรยา ดำรงตำแหน่งทั้งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยเดียวกัน
ในกรณีนี้ มาตรา 106 ของร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าสมาชิกวุฒิสภามีที่มาจากบุคคลที่ได้รับการสรรหาตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถเสนอทางเลือกขึ้นมาอีกได้ เช่น ให้กรรมการสรรหาฯ สรรหารายชื่อมาจำนวนหนึ่งแล้วให้ประชาชนเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง เป็นต้น
4. การแบ่งเขตการเลือกตั้ง
เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต โดยประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการแบ่งเขตการเลือกตั้งเป็น 3 แนวทางได้แก่ แบบแบ่งเขตละ 1 คน แบบแบ่งเขตละ 3 คน และแบบใช้เขตจังหวัดกำหนดเป็นหนึ่งเขตเลือกตั้ง แนวทางการเลือกตั้งหรือระบบเลือกตั้งนี้ จะสัมพันธ์กับระบบพรรคการเมือง กล่าวคือการมีระบบการเลือกตั้งแบบใดแบบหนึ่งจะส่งผลต่อระบบพรราการเมืองว่าจะก่อให้เกิดระบบพรรคที่เข้มแข็ง (เช่น ระบบพรรคเดียวครอบงำหรือระบบ 2 พรรค) หรือระบบที่เป็นแบบพรรคเบี้ยหัวแตก (ระบบหลายพรรคผสมกันเป็นรัฐบาล)
ในมาตรา 92 ของร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอให้ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเขตเดียวหลายเบอร์โดยให้มีเขตละ 3 คน (แบบแบ่งเขตละ 3 คน) ซึ่งในระบบนี้เมื่อเทียบกับระบบแบ่งเขตแบบเขตละ 1 คนแล้ว มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดพรรคเบี้ยหัวแตกมากกว่า
สำหรับทุกประเด็นความเห็นในเรื่องของการจัดโครงสร้างทางการเมืองตามที่กล่าวมาในข้างต้น พบว่าความเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่างที่ตรงกัน คือ ต้องการให้บรรดานักการเมืองระดับชาติ(นายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว.) และระดับองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ต่าง ๆ มีวาระในการดำรงตำแหน่งไม่เกินสองวาระติดกันเพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจและสร้างอิทธิพล นอกจากนี้ยังต้องการให้นักการเมืองทั้งสองระดับดังกล่าวไม่ควร/ห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ในการเข้ามาบริหารบ้านเมือง
10. ข้อเสนอเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ
ความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐธรรมนูญในประเด็นด้านการกระจายอำนาจ สามารถแบ่งเป็นประเด็นได้ดังนี้
1.ด้านการกระจายอำนาจสู่ภาคประชาชน
กลุ่มตัวอย่างเสนอให้มีการรวมกลุ่มภาคประชาชนเพื่อจัดตั้งเป็น "สภาประชาชน" หรือ "องค์กรชุมชนท้องถิ่น" ภายใต้การรับรองและสนับสนุนจากภาครัฐทั้งในด้านงบประมาณและวิชาการ รวมไปถึงการสนับสนุนด้านอื่นๆ เพื่อใช้ตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานขององค์กรปกครองท้องถิ่น และเพื่อให้ "ประชาชน" (ไม่ใช่องค์กรปกครองท้องถิ่น) กำหนดแนวทางและประโยชน์ที่จะได้รับ โดยเน้นหลักจริยธรรม คุณธรรมในการดำเนินงาน ซึ่งระดับของการรวมกลุ่มนั้นอาจจะเป็นระดับท้องถิ่นหรือเป็นระดับจังหวัดและระดับภูมิภาคก็ได้ เช่น สภาประชาชนระดับตำบล สภาประชาชนระดับจังหวัด สภาประชาชนระดับภูมิภาค เป็นต้น แต่มีประเด็นที่ต้องคิดต่อว่าจะจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรหรือสภาที่เสนอนี้กับองค์กรปกครองท้องถิ่นอย่างไร และจะเป็นหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนในการทำหน้าที่หรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอว่าควรเพิ่มความเข้มแข็งให้กับองค์กรภาคประชาชน เช่น ให้อำนาจประธานชุมชน และ กรรมการชุมชน มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอำนาจหน้าที่ของ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยการสนับสนุนและรับรองของภาครัฐ หรือการเปิดโอกาสให้แกนนำชุมชนมีส่วนร่วมในการเป็นที่ปรึกษาให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น เป็นต้น
2. ด้านการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองท้องถิ่น
ในด้านนี้ มีการเสนอให้เพิ่มการสนับสนุนจากภาครัฐไปสู่องค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ ทั้งด้านงบประมาณ วิชาการ เป็นต้น และให้กระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองท้องถิ่นมากขึ้น เช่น ให้อำนาจในการออกกฎ ข้อบัญญัติท้องถิ่นบางอย่างได้เอง ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็เสนอความคิดเห็นให้เพิ่มการตรวจสอบภารกิจ/การทำงานขององค์กรปกครองท้องถิ่นให้ดีกว่าเดิม เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้
ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือที่มาของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งข้อเสนอใน 2 ลักษณะ คือ
1.ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง โดยประชาชนกลุ่มตัวอย่างเสนอให้จังหวัดใดที่มีความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ให้ประชาชนจังหวัดนั้นๆสามารถเลือกตั้งผู้ว่าฯได้โดยตรง
2.เสนอให้มีการยกเลิกตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด เนื่องจากประชาชนบางส่วนมีความเห็นว่าการทำงานขององค์กรปกครองท้องถิ่นก็เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเป็นการลดอำนาจจากส่วนกลางลงเพื่อกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นหรือส่วนภูมิภาคมากขึ้น
นอกจากนี้ ได้มีการเสนอเขตปกครองพิเศษในพื้นที่ใดที่มีความพร้อมทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และควรมีการพัฒนารูปแบบการปกครองแบบพิเศษเช่น มณฑลทักษิณ มณฑลอีสาน เป็นต้น
11. ข้อเสนอเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ
จากการประมวลผลการรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง ข้อเสนอหลักที่พบคือ การให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น โดยให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน เช่นการมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 282 ได้บัญญัติให้ประชาชน 100,000 คนสามารถลงชื่อเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งไม่มีในรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้การแก้ไขรัฐธณรมนูญนั้นง่ายขึ้น ประเด็นนี้อาจพิจารณาต่อได้ว่าจำนวน 100,000 ชื่อนั้นน้อยหรือมากเกินไป และในทางปฏิบัติจริงๆจะสามารถทำได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาการลงชื่อของประชาชนมักมีปัญหาในขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อ ที่ล่าช้า ขาดกระบวนการตรวจสอบที่มีประสิทธิผล จึงต้องบัญญัติเรื่องนี้ให้ชัดเจนในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่อไป นอกจากนี้ในร่างรัฐธรรมนูญได้เพิ่มข้อบัญญัติเรื่องการทำประชามติ (มาตรา 161) ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ประชาชนสามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมได้ ทั้งนี้การออกกฏหมายประกอบจะต้องเหมาะสมเพื่อให้กลไกนี้ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างอยากมีส่วนร่วมในการเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมีการเสนอให้ลดจำนวนผู้ที่เข้าชื่อเสนอขอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้น้อยกว่า 50,000 ชื่อเป็น 20,000 ชื่อ ในส่วนของประเด็นนี้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 160 ได้ลดจำนวนเป็น 20,000 ชื่อแล้ว แต่ยังคงไม่มีความชัดเจนในกระบวนการตรวจสอบรายชื่อ ต้องบัญญัติให้ชัดเจนในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตต่อไป
ส่วนเรื่องการตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีข้อเสนอให้ลดจำนวนประชาชนในการการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นจากเดิม 3 ใน 4 ให้เหลือ 1 ใน 3 ในประเด็นนี้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 276 ไม่ได้กำหนดจำนวนผู้เข้าชื่อไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้แต่ละท้องถิ่นออกกฎหมายที่แตกต่างกันได้ตามจำนวนประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะต้องช่วยติดตามการออกกฎหมายของท้องถิ่นและช่วยกำหนดจำนวนคนที่เหมาะสมที่สุดต่อไป
นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างยังได้เสนอให้กระบวนการตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองเป็นไปโดยง่าย โดยการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนในรูปแบบคณะกรรมการการตรวจสอบ หรือให้ประชาชนมีสิทธิเข้าร่วมลงชื่อตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐได้ ซึ่งการตรวจสอบทุกอย่างต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐด้วยในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วแก่ประชาชน
การเพิ่มการมีส่วนร่วมหรือการตรวจสอบของภาคประชาชนนั้นต้องอาศัยงบประมาณ เพื่อให้กลไกดำเนินไปอย่างมีประสิทธิผล การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็นเรื่องที่ต้องใช้ต้นทุนสูง กล่าวคือประชาชนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในประเด็นต่าง ๆ ทางการเมือง รวมถึงจะต้องแบ่งเวลาให้กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วย จึงมีการเสนอให้ตั้งกองทุนสนับสนุนการเมืองภาคพลเมือง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างมีอิสระ ประเด็นนี้มีในมาตรา 86 ข้อ 5 ที่กำหนดให้ตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองแล้ว แต่ทุกคนจะต้องติดตามการออกกฎหมายของกองทุนนี้ต่อไปว่าจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนหรือไม่ หรืออาจกลายเป็นการใช้งบประมาณเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรม
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้ส่งเสริมให้เกิดผู้นำชาวบ้าน หรือผู้นำชุมชน เช่น สนับสนุนการจัดเวทีผู้นำชาวบ้าน ผู้นำชุมชน เป็นเวทีสาธารณะประเมินผลทางการเมืองในทุกระดับ
นอกจากการมีส่วนร่วมตามโครงสร้างของสถาบันทางการเมืองเดิมแล้ว เรื่องที่ได้รับการสนใจและถูกเรียกร้องมาก คือ การมีสภาประชาชน ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม คือให้สภาประชาชนเป็นองค์กรตัวแทนประชาชน เป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพที่รวมตัวกันต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาท้องถิ่น ทั้งยังตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและนักการเมืองและงบประมาณของภาครัฐทุกระดับ โดยได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของสภาประชาชนไว้หลักๆ ดังนี้ 1) มีส่วนร่วมในการกำหนดข้อบัญญัติ ข้อบังคับ ของท้องถิ่นและระดับชาติ 2) มีส่วนร่วมตรวจสอบแผนงาน โครงการ และงบประมาณของนโยบายรัฐ หน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานของเอกชน 3) บริหารจัดการอย่างอิสระภายใต้หลักธรรมภิบาล 4) สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชานในระดับท้องถิ่น โดยมีผู้นำทางธรรมชาติใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นบรรทัดฐาน โดยอาจจะมีงบสนับสนุนจากรัฐ แต่รัฐต้องปล่อยให้ประชาชนบริหารจัดการกันเองอย่างเป็นอิสระ โดยในสภาประชาชนอาจมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในทุกๆเรื่อง เปิดโอกาสให้ประชาชนมาปรึกษาหารือลงมติร่วมกันและสามารถตั้งกระทู้ถามได้ถ้าสภานิติบัญญัติไม่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน และนายกรัฐมนตรีหรือ ครม.ต้องมาตอบกระทู้ทุกครั้งที่มีการประชุมไม่ว่ากระทู้จะมาจากสภาใด สภาประชาชนยังสามารถนำเรื่องขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมได้หรืออาจจะถึงขั้นให้มี ปปช.ภาคประชาชน ประเด็นนี้จะต้องมีการตกลงถึงขอบข่ายอำนาจหน้าที่ของสภาใหม่นี้ให้ชัดเจน รวมถึงหลักเหตุผลว่าต่างกันอย่างไรกับสภาผู้แทนราษฎร เพราะมิเช่นนั้นจะกลายเป็นมีสองสภาผู้แทนราษฎรที่ต่างมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นทั้งคู่
นอกจากนี้ยังมีการเสนอสภาในอีกรูปแบบหนึ่งคือ "สภาพัฒนาการเมือง" ทั้งระดับ ประเทศ และระดับท้องถิ่น โดยเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบ ประเมินผลการทำงาน การใช้งบประมาณของพรรคการเมือง และนักการเมืองด้วย ในประเด็นนี้มีเขียนคร่าวๆอยู่ในมหวดห้า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา 77 ข้อ 9 ที่กำหนดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความอิสระ แต่เนื่องจากไม่มีการระบุรายละเอียดจึงไม่สามารถทราบได้ว่า "สภาพัฒนาการเมือง" ที่เขียนในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นมีเจตนารมณ์เช่นไรและสอดคล้องหรือไม่กับความต้องการของกลุ่มตัวอย่าง
ส่วนเรื่องการเอาผิดนักการเมืองที่โกงกิน คอร์รัปชั่น ส่วนใหญ่กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าให้เพิ่มบทลงโทษให้หนักและต้องทำให้เด็ดขาด เช่นออก กฎหมายลงโทษผู้บริหารประเทศหรือท้องถิ่นที่ทำหารคอร์รัปชั่นเป็น 50 เท่าบ้าง 3 เท่าบ้างของประชาชนทั่วไป หรือตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี จำคุก 10 ปี ในกระบวนการของศาลก็มีการเสนอให้มีศาลการเมือง เพื่อพิจารณาคดีทางการเมืองโดยเฉพาะ ให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องต่อการกระทำที่เกิดความเสียหายต่อสาธารณะได้โดยตรง โดยไม่ต้องรอให้องค์กรของรัฐที่เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ทั้งยังต้องมีมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองให้รัดกุมยิ่งขึ้น เช่น ยื่นปีละ 2 ครั้ง นอกจากนี้ประเด็นที่ถูกเสนอมาค่อนข้างมากคือนักการเมืองทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดทุจริตหรือมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ไม่ควรมีอายุความในการฟ้องคดี
สุดท้ายมีการเสนอให้สร้างมาตรฐานทางจริยธรรมของข้าราชการการเมือง ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 270 กำหนดให้สร้างมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมืองและข้าราชการประจำไว้แล้ว แต่ไม่มีรายละเอียดเรื่องการลงโทษ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้นักการเมืองทุกระดับเข้ารับการฝึกโรงเรียนผู้นำการเมืองการปกครอง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม และเป็นผู้นำให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและจารีตประเพณีของประเทศไทย เพื่อปลูกจิตสำนึกให้เป็นคนดีไม่โกงกิน และรัฐก็ควรทำให้เกิดผลในระยะยาว เช่นต้องส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้เช่น คุณธรรมและจริยธรรมเกษตรกรรม สถาบันการเงินชุมชน เศรษฐกิจชุมชน ประเพณีและวัฒนธรรมชุมชน สิทธิของชุมชน เพื่อให้องค์กรชุมชนได้มีความรู้ นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมให้กับเด็กและเยาวชน สืบทอดการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ควรจัดตั้ง "สภาคุณธรรมและจริยธรรมของเยาวชน" เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณธรรม ในส่วนของการปลูกจิตสำนึกทางการศึกษา ให้มีหลักสูตรศีลธรรม - จริยธรรม - คุณธรรมในบทเรียน ตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาตรี
12. ข้อเสนอเกี่ยวกับองค์กรอิสระ
กลุ่มตัวอย่างต้องการให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปลอดจากการครอบงำทางการเมืองอย่างแท้จริง เพื่อทำให้การตรวจสอบการใช้อำนาจนั้นสามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิผล จากการประมวลข้อมูลข้อเสนอหลักที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระคือ องค์กรอิสระต้องไม่ถูกครอบงำและทำหน้าที่อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม มีตัวแทนจากประชาชนในทุกหน่วยงานแต่ไม่ควรมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง กรรมการในองค์กรอิสระควรมีคุณสมบัติที่เปิดกว้างให้ภาคประชาชนเข้ามาดำรงตำแหน่งได้ องค์กรอิสระควรมีเจ้าหน้าที่จำนวนมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการทำงาน และมีมาตรฐาน ในการให้ความยุติธรรมและมีกลไกการคุ้มครองสิทธิต่างๆอย่างแท้จริง ประชาชนจะต้องเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย และสุดท้ายคือรัฐควรกำหนดงบประมาณให้แก่องค์กรอิสระอย่างชัดเจน ตามหน้าที่ภารกิจงานที่รับผิดชอบ
ตัวอย่างของข้อเสนอเช่น มีการเสนอหลักการขององค์กรตรวจสอบการเลือกตั้งโดยภาคประชาชนว่าให้ประกอบด้วย ผู้ทรงวุฒิภาคประชาชน จำนวน 9 คน ตัวแทนภาคละ 2 -3 คน มาจากกลุ่มองค์กรสาขาอาชีพได้แก่ กลุ่มสื่อชุมชน กลุ่มเกษตรกรรม กลุ่มสวัสดิการชุมชนกลุ่มสตรี เป็นต้น เป็นองค์กรที่เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เป็นการทำงานในลักษณะคู่ขนานกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ข้อเสนอในเรื่องที่มาขององค์กรอิสระค่อยข้างมีหลากหลายแต่ส่วนใหญ่อยู่ภายในกรอบของการเรียกร้องให้องค์กรภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสรรหา คัดเลือกและให้ตัดตัวแทนพรรคการเมืองออกจากคณะกรรมการสรรหา และต้องปรับปรุงกระบวนการสรรหาให้โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในเรื่องคุณสมบัติ ประวัติการทำงานย้อนหลังที่ยาวนานเพียงพอ
ตามร่างธรรมนูญ 2550 ได้มีการปรับเปลี่ยนการสรรหาคณะกรรมการองค์กรอิสระ โดยให้อำนาจกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้าน และให้เสนอชื่อตามจำนวนที่ต้องมีไปยังวุฒิสภา วุฒิสภาจึงไม่ได้มีอำนาจในการพิจารณาคัดเลือกเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2540 ทั้งนี้เป็นที่ลดทอนอำนาจของวุฒิสภาลง เพื่อให้ องค์กรอิสระเหล่านี้ทำงานอย่างอิสระได้แท้จริง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือตรวจสอบการทำงานของวุฒิสภาเอง แต่ทั้งนี้อาจยังเป็นประเด็นถกเถียงได้เพราะในร่างยังเขียนไว้ว่าต้องให้วุฒิสภาเห็นชอบอยู่ดี
ในเรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระมีการเสนอให้มีการปรับปรุงและเพิ่มอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ เช่น องค์กรอิสระและศาล สามารถตรวจสอบการทำงานของพรรคการเมืองและภาคส่วนราชการ ภาคส่วนเอกชนได้ มีอำนาจในการตั้งเรื่องและสืบสวนได้เอง โดยไม่ต้องมีผู้ร้องเรียน ทั้งยังเสนอให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)ตรวจสอบเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงเท่านั้น ประเด็นนี้ได้รับการบัญญัติแล้วในมาตรา 243 ที่กำหนดให้ตรวจสอบตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อให้ความสำคัญกับคดีขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
นอกจากนี้มีข้อเสนอให้รัฐบาลควรส่งเสริมให้องค์กรอิสระสามารถเสนอกฎหมายผ่านโดยตรง โดยการเมืองภาคพลเมือง สภาพัฒนาชุมชน สภาพัฒนาการเมืองระดับตำบล สภาพัฒนาการเมืองระดับอำเภอ ตำบล สภาพัฒนาการเมืองระดับจังหวัด สภาพัฒนาการเมืองระดับชาติ
ส่วนข้อเสนอที่ให้องค์กรอิสระทบทวนอำนาจหน้าที่ใหม่ มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งเดิมมีอำนาจเพียงตรวจสอบ รายงาน และให้ข้อเสนอแนะเท่านั้น ให้สามารถมีสภาพบังคับทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพที่จะยับยั้งการกระทำของฝ่ายบริหารที่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งยังเสนอให้มีการทบทวนอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการการเลือกตั้งให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 248 ได้กำหนดให้คณะกรรมการสิทธิฯสามารถเป็นผู้เสียหายแทนประชาชนเพื่อฟ้องศาลได้ไว้แล้ว
นอกจากนี้มีข้อเสนอให้มีการตรวจสอบองค์กรอิสระด้วย โดยอาจให้องค์กรจากภาคประชาชนมีอำนาจตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ เพื่อคานอำนาจและป้องกันการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมือง บุคคล กลุ่มหรือนายทุนที่มีอำนาจได้ รวมทั้งมีข้อเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วย
ส่วนข้อเสนอเพิ่มเติมซึ่งค่อนข้างเป็นข้อเสนอที่แปลกใหม่ คือควรให้มีศาล หรือองค์กรตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระอีกที ทั้งในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น เพื่อให้มีการตรวจสอบอำนาจรัฐได้มากขึ้น ในประเด็นนี้คงต้องพิจารณาถึงความจำเป็นในการตั้งองค์กรซ้อนองค์กรที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจมีทั้งข้อดีคือการตรวจสอบอำนาจอย่างรัดกุม กับข้อเสียคือการแก้ไขปัญหาโดยสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อนอาจทำให้สิ้นเปลืองและไม่เกิดผลอันใด
13. ข้อเสนอเกี่ยวกับศาสนา
จากการประมวลข้อมูลมีการเสนอของบางกลุ่มให้บรรจุศาสนาพุทธเข้าเป็นบทเฉพาะกาลเป็นศาสนาประจำชาติไทย และรัฐควรส่งเสริมให้ให้มีกองทุนทำนุบำรุงศาสนาพุทธ เช่น พุทธศาสนิกชนไปจาริกแสวงบุญ ณ พุทธสถานอันเป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า ประเทศอินเดีย เนปาล และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป ประเด็นเรื่องพุทธศาสนาเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน เพราะอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ง่าย ทั้งนี้ในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา 78 ว่ารัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ถือเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐทางด้านศาสนา ซึ่งน่าจะเป็นการเพียงพอที่จะรับประกันได้ว่าศาสนาพุทธจะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนต่อไป
รายละเอียดแหล่งที่มาของข้อมูลเครือข่ายภาคประชาชน
|
ลำดับ |
เครือข่าย |
อำเภอ |
จังหวัด |
วันที่จัดเวที |
ผู้เข้าร่วม |
|
1 |
อาสาสมัครประชาธิปไตยและผู้นำชุมชนฯ |
ยางชุมน้อย |
ศรีสะเกษ |
Mar-50 |
60 |
|
2 |
อาสาสมัครประชาธิปไตยและผู้นำชุมชนฯ |
อุทุมพรพิสัย |
ศรีสะเกษ |
Mar-50 |
54 |
|
3 |
อาสาสมัครประชาธิปไตยและผู้นำชุมชนฯ |
บึงบูรณ์ |
ศรีสะเกษ |
Mar-50 |
27 |
|
4 |
สมาคมส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค |
สันกำแพง |
เชียงใหม่ |
||
|
5 |
สมาคมส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค |
สันทราย |
เชียงใหม่ |
22-Mar-50 |
|
|
6 |
สมาคมส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค |
พิษณุโลก |
22-Mar-50 |
||
|
7 |
สมาคมส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค |
หนองฉาง |
อุทัยธานี |
2-Apr-50 |
50 |
|
8 |
สมาคมส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค |
วชิรบารมี สามง่าม |
พิจิตร |
22-Mar-50 |
45 |
|
9 |
สมาคมส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค |
วังทรายพูน |
พิจิตร |
23-Mar-50 |
45 |
|
10 |
สมาคมส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค |
ทับคล้อ |
พิจิตร |
26-Mar-50 |
45 |
|
11 |
สมาคมส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค |
ตะพานหิน |
พิจิตร |
27-Mar-50 |
60 |
|
12 |
สมาคมส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค |
บางมูลนาก |
พิจิตร |
28-Mar-50 |
45 |
|
13 |
สมาคมส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค |
โพทะเล |
พิจิตร |
29-Mar-50 |
55 |
|
14 |
สมาคมส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค |
เมือง |
พิจิตร |
2-Apr-50 |
75 |
|
15 |
สมาคมส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค |
โพธิ์ประทับช้าง |
พิจิตร |
21-Mar-50 |
60 |
|
16 |
สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ฯ |
มุกดาหาร |
11-Apr-50 |
||
|
17 |
สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ฯ |
ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ |
22-Apr-50 |
||
|
18 |
สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ฯ |
ธวัชบุรี |
ร้อยเอ็ด |
22-Apr-50 |
|
|
19 |
สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ฯ |
สุวรรณคูหา |
หนองบัวลำภู |
||
|
20 |
สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ฯ |
นาวัง |
หนองบัวลำภู |
Mar-50 |
|
|
21 |
สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ฯ |
ศรีบุญเรือง |
หนองบัวลำภู |
||
|
22 |
สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ฯ |
เมือง |
ขอนแก่น |
31-Mar-50 |
|
|
23 |
สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ฯ |
เมือง |
ขอนแก่น |
2-Apr-50 |
60 |
|
24 |
สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ฯ |
เมือง |
ขอนแก่น |
17-Mar-50 |
400 |
|
25 |
สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ฯ |
สุวรรณคูหา |
หนองบัวลำภู |
25-Apr-50 |
|
|
26 |
สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ฯ |
นาวัง |
หนองบัวลำภู |
25-Apr-50 |
|
|
27 |
สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์ฯ |
ศรีบุญเรือง |
หนองบัวลำภู |
25-Apr-50 |
|
|
28 |
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย |
28-Mar-50 |
|||
|
29 |
สมาคมสหพันธ์เกษตรกรเพื่อการพัฒนาฯ |
นนทบุรี |
22-Mar-50 |
||
|
30 |
มูลนิธิประชาสังคมอุบลฯ |
อุบลราชธานี |
40 |
||
|
31 |
ประชาชนอีสานเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตฯ |
22-Mar-50 |
|||
|
32 |
สมาชิกสมัชชาแห่งชาติจังหวัดลำพูน |
บ้านโฮ่ง |
ลำพูน |
31-Mar-50 |
|
|
33 |
สมาชิกสมัชชาแห่งชาติจังหวัดลำพูน |
ลี้ |
ลำพูน |
4-Apr-50 |
|
|
34 |
องค์กรชุมชนลำพูน |
เมือง |
ลำพูน |
18-Feb-50 |
|
|
35 |
องค์กรชุมชนลำพูน |
เมือง |
ลำพูน |
24-Mar-50 |
|
|
36 |
องค์กรชุมชนลำพูน |
เมือง |
ลำพูน |
24-Mar-50 |
23 |
|
37 |
องค์กรชุมชนลำพูน |
แม่ท่า |
ลำพูน |
24-Mar-50 |
|
|
38 |
องค์กรชุมชนลำพูน |
เมือง |
ลำพูน |
27-Mar-50 |
|
|
39 |
องค์กรชุมชนลำพูน |
เมือง |
ลำพูน |
26-Feb-50 |
40 |
|
40 |
องค์กรชุมชนลำพูน |
เมือง |
ลำพูน |
31-Mar-50 |
37 |
|
41 |
องค์กรชุมชนลำพูน |
ป่าซาง |
ลำพูน |
30-Mar-50 |