สวัสดิการกับความเป็นไปได้ทางการคลัง

โดย อรุณี สัณฐิติวณิชย์ รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

 สวัสดิการกับความเป็นไปได้ทางการคลัง

                "เราอยากได้รับการศึกษาฟรี จนจบปริญญาตรี เราต้องการสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาล และได้ยารักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เราต้องการสวัสดิการที่ทำให้ผู้สูงอายุมีชีวิตอย่างมีความสุข เราต้องการที่อยู่อาศัยและที่ทำกินที่มั่นคง เราต้องการให้รัฐประกันการมีงานทำ" นี่คือเสียงเรียกร้องของประชาชนที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ต้องการให้รัฐจัดสวัสดิการต่างๆ เพื่อเป็นหลักประกันในชีวิตของคนไทย

                จากประสบการณ์ของเราที่ผ่านมา ความต้องการของเราข้างต้นอาจได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล เราคาดหวังคุณภาพชีวิตที่ดีจากนโยบายของพรรคการเมืองในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่ง แท้จริงแล้ว ตามแนวคิดของรัฐสวัสดิการ ถือว่า การจัดสวัสดิการเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่มีผลผูกพันให้รัฐต้องจัดบริการทางสังคม และคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชน ตั้งแต่เกิดจนตาย

                ยิ่งรัฐบาลที่ผ่านมาเดินตามแนวคิดเศรษฐกิจทุนนิยมของตะวันตก ที่เน้นการเติบโตของ GDP ของลัทธิบริโภค และทำให้คนที่มือยาวกว่าสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากกว่า ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมของคนรวย คนจนเห็นชัดมากขึ้น คนที่จนก็จนลงอีก ส่วนคนที่รวยก็รวยขึ้นมหาศาล ทำให้รัฐต้องเพิ่มสวัสดิการที่จำเป็นให้กับประชาชนทุกช่วงวัย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของรัฐสวัสดิการ ที่รัฐมีหน้าที่จัดบริการสาธารณะเพื่อสนองความต้องการและความจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

                เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว นั่นหมายถึงรัฐกำลังบอกเราว่าเราจะได้สวัสดิการอะไรจากรัฐบ้าง มิใช่จากรัฐบาลที่เราเลือก ทั้งนี้รัฐบาลทุกรัฐบาลไม่เคยบอกว่าสิ่งที่รัฐทำให้เรานั้นเอาเงินที่ไหนมาจัดทำ ดังนั้น เมื่อเราจะได้อะไรจากรัฐ เราก็ควรรู้ว่ารัฐจะเอาเงินจากไหนมาให้เรา ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นภาษีที่เราจ่ายให้รัฐ

                ทั้งนี้ รายได้ของรัฐส่วนใหญ่ก็มาจากเงินภาษีที่เราทุกคนจ่ายไปเพื่อให้รัฐจัดบริการสาธารณะและสวัสดิการต่างๆ ที่จำเป็นต่อคุณภาพชีวิต ภาษีมีทั้งภาษีทางตรงที่เก็บในอัตราก้าวหน้า ที่เก็บกับผู้มีรายได้โดยตรง ซึ่งผู้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือผู้ที่ทำงานกินเงินเดือนในองค์กรต่างๆ และภาษีทางอ้อมที่เก็บจากผู้บริโภคหน่วยสุดท้าย ซึ่งเราทุกคนต้องเสียแทนผู้ผลิต หรือผู้ให้บริการ ที่ผู้ขายบวกรวมในราคาสินค้าแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้คนรวยและคนจนต่างก็เสียภาษีทางอ้อมในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐมาจากภาษีทางอ้อมมากว่าภาษีทางตรง ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน มีมากขึ้นจากการจัดโครงสร้างภาษีอย่างไม่เป็นธรรม  

                จากประสบการณ์ของกลุ่มประเทศแถบยุโรป ได้ใช้ระบบภาษีในอัตราก้าวหน้ามาแก้ไขปัญหา การเหลื่อมล้ำของคนในสังคม ซึ่งหมายถึง การเก็บภาษีจากคนรวยในอัตราที่สูงกว่าคนจนมาก การเก็บเงินประกันสังคมสำหรับคนที่มีงานทำ ซึ่งจะหักตามสัดส่วนของรายได้ และเก็บภาษีจากคนจนน้อยหรือไม่เก็บเลย ซึ่งประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงระบบภาษี ให้เก็บภาษีจากคนรวยได้มากขึ้น โดยระบบภาษีอัตราก้าวหน้า เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีที่ได้จากการขายหุ้น เป็นต้น

                อนิจจา การออกพระราชบัญญัติเกี่ยวกับภาษี จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนราษฎรของปวงชนชาวไทย ที่ล้วนแต่เป็นผู้มีฐานะมั่งคั่ง มีมรดก มีที่ดิน ในครอบครองเป็นจำนวนมาก ทำให้ประเทศไทยไม่มี กฎหมายภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ในอัตราก้าวหน้าเลย ดังนั้น ระบบภาษีอัตราก้าวหน้าจะเกิดไม่ได้ หากเราทุกคนไม่ช่วยกันเรียกร้องให้ผ่านกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย เพื่อให้มีเงินมาใช้จัดบริการสาธารณะให้เรา

                เมื่อเรารู้ที่มาที่ไปของเงินแล้ว เราต้องตัดสินใจว่า เราสามารถกำหนดความต้องการที่จะได้รับสวัสดิการต่างๆ จากรัฐในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศมากน้อยเพียงใด เพราะการกำหนดเรื่องสวัสดิการต่างๆ ไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะส่งผลให้โครงสร้างรายจ่ายของรัฐบาลด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตสูงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งจะเป็นผลบังคับให้ไม่ว่ารัฐจะจัดเก็บรายได้หรือภาษีเพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็จะต้องจัดสรรเงินเป็นรายจ่ายประเภทดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนดไว้

                ในมุมของประชาชน ไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ หรือเศรษฐกิจจะเจริญเติบโต ไม่ว่าเราจะมีรายได้มากหรือน้อย เราก็ยังคงได้รับสวัสดิการต่างๆ จากรัฐตามที่กฎหมายกำหนด

                แต่ในมุมของรัฐ ในสภาวะเศรษฐกิจเจริญเติบโต รัฐเก็บภาษีได้มาก ก็ไม่มีปัญหา แต่ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือถดถอย รัฐเก็บภาษีได้น้อย แต่ต้องจ่ายเท่าเดิมหรืออาจจะมากขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดวินัยทางการคลังได้ รัฐบาลจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายให้เพียงพอ ทำให้เกิดหนี้สาธารณะที่เป็นภาระของเราทุกคน รวมไปถึงลูกหลานของเราที่จะเกิดมาในอนาคตด้วย

                ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นคือ เราต้องรู้ว่าการที่เราจะได้สวัสดิการต่างๆ จากรัฐนั้นเราต้องจ่ายเงินเท่าไร เช่น การได้รับการศึกษาจนจบระดับปริญญาตรีต้องใช้เงินภาษีคนละกี่บาท เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ และเราต้องไม่ลืมว่าทุกอย่างที่เราได้มาเกิดขึ้นจากการที่เราพึ่งตนเอง เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาฟรีๆ แม้แต่เสรีภาพของเรา   

_________________________________
 

บรรณานุกรม

กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล. "รัฐสวัสดิการ อนาคตที่ต้องร่วมกันสร้าง". ผู้จัดการรายวัน, 9 ตุลาคม 2549 [http://www.ftawatch.org].

เครือข่ายเยาวชนเสนอการพัฒนาการเมืองไทย. "ชูประชาธิปไตยทางการเมือง และเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการ". 26 กุมภาพันธ์ 2550. [http://www.thaingo.org]

โครงการวิถีใหม่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย. 2546. "การพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี: องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยกะปิ จังหวัดชลบุรี".

จรัส สุวรรณมาลา. 2546. ระบบงบประมาณและการจัดการแบบมุ่งผลสำเร็จในภาครัฐ: ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพลเมืองยุคใหม่. กรุงเทพฯ: ธนธัชการพิมพ์.

นันทวัฒน์ บรมานันท์. "รัฐสวัสดิการ". 17 กันยายน 2549. [http://www.pub-law.net].

สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและระหว่างประเทศ. "บทวิเคราะห์เรื่อง การดำเนินนโยบายการคลังและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย". 27 ตุลาคม 2549.

วรวิทย์ เจริญเลิศ. แนวคิดเกี่ยวกับการประกันสังคม: ประสบการณ์ของรัฐสวัสดิการในยุโรป. วันที่สืบค้น 15 มิถุนายน 2550.

อนุสรณ์ ธรรมใจ. "พลวัตเศรษฐกิจ". กรุงเทพธุรกิจ, 11 สิงหาคม 2549. [http://www.nidambe11.net].

_________________________________

ไฟล์แนบขนาด
สวัสดิการกับความเป็นไปได้ทางการคลัง.pdf111.46 KB

Powered by Drupal - Modified by Metamedia Technology Co.,Ltd., original by Danger4k